welcome for shared knowledge and experience





วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

ใบงานวิชาจริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ

ใบงานที่ 1 สำหรับนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 / 2557
นักศึกษาจงค้นคว้าสถานการณ์ทางจริยธรรมเกี่ยวกับ วิชาชีพพยาบาล จากข่าว เหตุการณ์ หรือ ประสบการณ์จากการขึ้นฝึกประสบการณ์ เเละวิเคราะห์เหตุผลเชิงจริยธรรม พร้อมกับอธิบาย
5 คะเเนน
ส่งภายใน วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558
อาจารย์ธิดารัตน์ เลิศวิทยากุล

63 ความคิดเห็น:

Psycho กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชาจริยศาสตร์ และ กฎหมายวิชาชีพ
นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2

ณ โรงพยาบาลในจังหวัดแห่งหนึ่ง ค่ำวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ มีคนได้รับบาดเจ็บ 5 คนถูกนำส่งเข้าโรงพยาบาล ทั้ง 5 คนนี้เป็นครอบครัวเดียวกัน มีแม่และลูกอีก 4 คน พยาบาลเวรรู้จักกับครอบครัวนี้ดีเป็นผู้รับผู้ป่วยทั้งหมดไว้ ลูกสาวคนโตบาดเจ็บสมองมากที่สุด และถึงแก่กรรมหลังจากรับไว้เพียง 30 นาที ส่วนลูกอีก 3 คนปลอดภัย แม่เองบาดเจ็บเล็กน้อย มีรอยถลอกและช้ำเขียวเป็นบางแห่ง แม่ไม่ทราบว่าลูกสาวคนโตตายเป็นห่วงกังวลมาก เฝ้าแต่ถามพยาบาลเวรที่เป็นเพื่อนกันตลอดเวลาถึงอาการของลูกสาวคนโต พยาบาลเวรถามแพทย์ที่กำลังยุ่งทำผ่าตัดผู้ป่วยรายอื่นอยู่ว่าควรจะบอกแม่อย่างไร แพทย์บอกว่าอย่าเพิ่งบอกว่าลูกสาวตาย ให้โกหกไปก่อน เพราะกลัวเสียใจมากในคืนนั้น ขอให้ไปบอกความจริงตอนเช้า แต่พยาบาลก็ค่อยๆบอกความจริง

จากเหตุการณ์ที่ นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา ได้ไปศึกษาประสบการณ์มาจากพี่สาว พยาบาลวิชาชีพ นาง คณิดา ศรีเมือง

พยาบาลใช้ จริยธรรมขั้นที่ 5 และ จริยธรรมขั้นที่ 6 คือ ปฎบัติตามหลักศีลธรรม และ ตระหนักถึงสิทธิของบุคคล พยาบาลคนนี้ปฎิบัติตามหลักสีลธรรม เนื่องจาก บอกความจริง เกี่ยวกับอาการของลูกและค่อยๆบอกเพื่อไม่ให้เกิดความตกใจมากค่อยๆบอกข้อมูลเพื่อให้ข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิต และตระหนักถึงสิทธิของบุคคล ในการรับรู้สาเหตุของอาการของผู้ป่วย ญาติสามารถมีสิทธิในการรับรู้ได้

ขอบคุณประสบการณ์จากพี่ คณิดา


นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2

Psycho กล่าวว่า...


ใบงานที่ 1
นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2

ณ โรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ค่ำวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ มีคนได้รับบาดเจ็บ 5 คนถูกนำส่งเข้าโรงพยาบาล ทั้ง 5 คนนี้เป็นครอบครัวเดียวกัน มีแม่และลูกอีก 4 คน พยาบาลเวรรู้จักกับครอบครัวนี้ดีเป็นผู้รับผู้ป่วยทั้งหมดไว้ ลูกสาวคนโตบาดเจ็บสมองมากที่สุด และถึงแก่กรรมหลังจากรับไว้เพียง 30 นาที ส่วนลูกอีก 3 คนปลอดภัย แม่เองบาดเจ็บเล็กน้อย มีรอยถลอกและช้ำเขียวเป็นบางแห่ง แม่ไม่ทราบว่าลูกสาวคนโตตายเป็นห่วงกังวลมาก เฝ้าแต่ถามพยาบาลเวรที่เป็นเพื่อนกันตลอดเวลาถึงอาการของลูกสาวคนโต พยาบาลเวรถามแพทย์ที่กำลังยุ่งทำผ่าตัดผู้ป่วยรายอื่นอยู่ว่าควรจะบอกแม่อย่างไร แพทย์บอกว่าอย่าเพิ่งบอกว่าลูกสาวตายเพราะแม่อาจเสียใจได้ ค่อยบอกความจริงตอนเช้าขณะนี้ให้พยาบาลโกหกญาติผู้ป่วยไว้ก่อนลูกสาวยังไม่เป็นไร แต่แม่ผู้เสียชีวิตก็พยายามชักถามตลอด พยาบาลเลยตัดสินใจบอกความจริง โดยค่อยๆบอกสาเหตุค่อยๆบอกเพื่อไม่ให้เสียใจมากจนช็อก

จากเหตุการณ์นี้ พยาบาลคนนี้ใช้จริยธรรมขั้นที่ 5 และจริยธรรมขั้นที่ 6 เพราะ ตระหนักถึงสิทธิของบุคคล ของญาติผู้ป่วยในการรับรู้อาการของผู้ป่วยได้ และปฎิบัติตามหลักศีลธรรมโดยไม่โกหกผู้ป่วย

ขอบคุณประสบการณ์และแหล่งข้อมูล จากพี่ คณิดา พยาบาลวิชาชีพ

นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2
นักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2
วิทยาลัยบัณทิตเอเซีย

Psycho กล่าวว่า...


ใบงานที่ 1
นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2

ณ โรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ค่ำวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ มีคนได้รับบาดเจ็บ 5 คนถูกนำส่งเข้าโรงพยาบาล ทั้ง 5 คนนี้เป็นครอบครัวเดียวกัน มีแม่และลูกอีก 4 คน พยาบาลเวรรู้จักกับครอบครัวนี้ดีเป็นผู้รับผู้ป่วยทั้งหมดไว้ ลูกสาวคนโตบาดเจ็บสมองมากที่สุด และถึงแก่กรรมหลังจากรับไว้เพียง 30 นาที ส่วนลูกอีก 3 คนปลอดภัย แม่เองบาดเจ็บเล็กน้อย มีรอยถลอกและช้ำเขียวเป็นบางแห่ง แม่ไม่ทราบว่าลูกสาวคนโตตายเป็นห่วงกังวลมาก เฝ้าแต่ถามพยาบาลเวรที่เป็นเพื่อนกันตลอดเวลาถึงอาการของลูกสาวคนโต พยาบาลเวรถามแพทย์ที่กำลังยุ่งทำผ่าตัดผู้ป่วยรายอื่นอยู่ว่าควรจะบอกแม่อย่างไร แพทย์บอกว่าอย่าเพิ่งบอกว่าลูกสาวตายเพราะแม่อาจเสียใจได้ ค่อยบอกความจริงตอนเช้าขณะนี้ให้พยาบาลโกหกญาติผู้ป่วยไว้ก่อนลูกสาวยังไม่เป็นไร แต่แม่ผู้เสียชีวิตก็พยายามชักถามตลอด พยาบาลเลยตัดสินใจบอกความจริง โดยค่อยๆบอกสาเหตุค่อยๆบอกเพื่อไม่ให้เสียใจมากจนช็อก

จากเหตุการณ์นี้ พยาบาลคนนี้ใช้จริยธรรมขั้นที่ 5 และจริยธรรมขั้นที่ 6 เพราะ ตระหนักถึงสิทธิของบุคคล ของญาติผู้ป่วยในการรับรู้อาการของผู้ป่วยได้ และปฎิบัติตามหลักศีลธรรมโดยไม่โกหกผู้ป่วย

ขอบคุณประสบการณ์และแหล่งข้อมูล จากพี่ คณิดา พยาบาลวิชาชีพ

นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2
นักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2
วิทยาลัยบัณทิตเอเซีย

Psycho กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1
นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2

ณ โรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ค่ำวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ มีคนได้รับบาดเจ็บ 5 คนถูกนำส่งเข้าโรงพยาบาล ทั้ง 5 คนนี้เป็นครอบครัวเดียวกัน มีแม่และลูกอีก 4 คน พยาบาลเวรรู้จักกับครอบครัวนี้ดีเป็นผู้รับผู้ป่วยทั้งหมดไว้ ลูกสาวคนโตบาดเจ็บสมองมากที่สุด และถึงแก่กรรมหลังจากรับไว้เพียง 30 นาที ส่วนลูกอีก 3 คนปลอดภัย แม่เองบาดเจ็บเล็กน้อย มีรอยถลอกและช้ำเขียวเป็นบางแห่ง แม่ไม่ทราบว่าลูกสาวคนโตตายเป็นห่วงกังวลมาก เฝ้าแต่ถามพยาบาลเวรที่เป็นเพื่อนกันตลอดเวลาถึงอาการของลูกสาวคนโต พยาบาลเวรถามแพทย์ที่กำลังยุ่งทำผ่าตัดผู้ป่วยรายอื่นอยู่ว่าควรจะบอกแม่อย่างไร แพทย์บอกว่าอย่าเพิ่งบอกว่าลูกสาวตายเพราะแม่อาจเสียใจได้ ค่อยบอกความจริงตอนเช้าขณะนี้ให้พยาบาลโกหกญาติผู้ป่วยไว้ก่อนลูกสาวยังไม่เป็นไร แต่แม่ผู้เสียชีวิตก็พยายามชักถามตลอด พยาบาลเลยตัดสินใจบอกความจริง โดยค่อยๆบอกสาเหตุค่อยๆบอกเพื่อไม่ให้เสียใจมากจนช็อก

จากเหตุการณ์นี้ พยาบาลคนนี้ใช้จริยธรรมขั้นที่ 5 และจริยธรรมขั้นที่ 6 เพราะ ตระหนักถึงสิทธิของบุคคล ของญาติผู้ป่วยในการรับรู้อาการของผู้ป่วยได้ และปฎิบัติตามหลักศีลธรรมโดยไม่โกหกผู้ป่วย

ขอบคุณประสบการณ์และแหล่งข้อมูล จากพี่ คณิดา พยาบาลวิชาชีพ

นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2
นักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2
วิทยาลัยบัณทิตเอเซีย

Psycho กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1
นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2

ณ โรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ค่ำวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ มีคนได้รับบาดเจ็บ 5 คนถูกนำส่งเข้าโรงพยาบาล ทั้ง 5 คนนี้เป็นครอบครัวเดียวกัน มีแม่และลูกอีก 4 คน พยาบาลเวรรู้จักกับครอบครัวนี้ดีเป็นผู้รับผู้ป่วยทั้งหมดไว้ ลูกสาวคนโตบาดเจ็บสมองมากที่สุด และถึงแก่กรรมหลังจากรับไว้เพียง 30 นาที ส่วนลูกอีก 3 คนปลอดภัย แม่เองบาดเจ็บเล็กน้อย มีรอยถลอกและช้ำเขียวเป็นบางแห่ง แม่ไม่ทราบว่าลูกสาวคนโตตายเป็นห่วงกังวลมาก เฝ้าแต่ถามพยาบาลเวรที่เป็นเพื่อนกันตลอดเวลาถึงอาการของลูกสาวคนโต พยาบาลเวรถามแพทย์ที่กำลังยุ่งทำผ่าตัดผู้ป่วยรายอื่นอยู่ว่าควรจะบอกแม่อย่างไร แพทย์บอกว่าอย่าเพิ่งบอกว่าลูกสาวตายเพราะแม่อาจเสียใจได้ ค่อยบอกความจริงตอนเช้าขณะนี้ให้พยาบาลโกหกญาติผู้ป่วยไว้ก่อนลูกสาวยังไม่เป็นไร แต่แม่ผู้เสียชีวิตก็พยายามชักถามตลอด พยาบาลเลยตัดสินใจบอกความจริง โดยค่อยๆบอกสาเหตุค่อยๆบอกเพื่อไม่ให้เสียใจมากจนช็อก

จากเหตุการณ์นี้ พยาบาลคนนี้ใช้จริยธรรมขั้นที่ 5 และจริยธรรมขั้นที่ 6 เพราะ ตระหนักถึงสิทธิของบุคคล ของญาติผู้ป่วยในการรับรู้อาการของผู้ป่วยได้ และปฎิบัติตามหลักศีลธรรมโดยไม่โกหกผู้ป่วย

ขอบคุณประสบการณ์และแหล่งข้อมูล จากพี่ คณิดา พยาบาลวิชาชีพ

นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2
นักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2
วิทยาลัยบัณทิตเอเซีย

Psycho กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1
นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2

ณ โรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ค่ำวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ มีคนได้รับบาดเจ็บ 5 คนถูกนำส่งเข้าโรงพยาบาล ทั้ง 5 คนนี้เป็นครอบครัวเดียวกัน มีแม่และลูกอีก 4 คน พยาบาลเวรรู้จักกับครอบครัวนี้ดีเป็นผู้รับผู้ป่วยทั้งหมดไว้ ลูกสาวคนโตบาดเจ็บสมองมากที่สุด และถึงแก่กรรมหลังจากรับไว้เพียง 30 นาที ส่วนลูกอีก 3 คนปลอดภัย แม่เองบาดเจ็บเล็กน้อย มีรอยถลอกและช้ำเขียวเป็นบางแห่ง แม่ไม่ทราบว่าลูกสาวคนโตตายเป็นห่วงกังวลมาก เฝ้าแต่ถามพยาบาลเวรที่เป็นเพื่อนกันตลอดเวลาถึงอาการของลูกสาวคนโต พยาบาลเวรถามแพทย์ที่กำลังยุ่งทำผ่าตัดผู้ป่วยรายอื่นอยู่ว่าควรจะบอกแม่อย่างไร แพทย์บอกว่าอย่าเพิ่งบอกว่าลูกสาวตายเพราะแม่อาจเสียใจได้ ค่อยบอกความจริงตอนเช้าขณะนี้ให้พยาบาลโกหกญาติผู้ป่วยไว้ก่อนลูกสาวยังไม่เป็นไร แต่แม่ผู้เสียชีวิตก็พยายามชักถามตลอด พยาบาลเลยตัดสินใจบอกความจริง โดยค่อยๆบอกสาเหตุค่อยๆบอกเพื่อไม่ให้เสียใจมากจนช็อก

จากเหตุการณ์นี้ พยาบาลคนนี้ใช้จริยธรรมขั้นที่ 5 และจริยธรรมขั้นที่ 6 เพราะ ตระหนักถึงสิทธิของบุคคล ของญาติผู้ป่วยในการรับรู้อาการของผู้ป่วยได้ และปฎิบัติตามหลักศีลธรรมโดยไม่โกหกผู้ป่วย

ขอบคุณประสบการณ์และแหล่งข้อมูล จากพี่ คณิดา พยาบาลวิชาชีพ

นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2
นักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2
วิทยาลัยบัณทิตเอเซีย

Psycho กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1
นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2

ณ โรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ค่ำวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ มีคนได้รับบาดเจ็บ 5 คนถูกนำส่งเข้าโรงพยาบาล ทั้ง 5 คนนี้เป็นครอบครัวเดียวกัน มีแม่และลูกอีก 4 คน พยาบาลเวรรู้จักกับครอบครัวนี้ดีเป็นผู้รับผู้ป่วยทั้งหมดไว้ ลูกสาวคนโตบาดเจ็บสมองมากที่สุด และถึงแก่กรรมหลังจากรับไว้เพียง 30 นาที ส่วนลูกอีก 3 คนปลอดภัย แม่เองบาดเจ็บเล็กน้อย มีรอยถลอกและช้ำเขียวเป็นบางแห่ง แม่ไม่ทราบว่าลูกสาวคนโตตายเป็นห่วงกังวลมาก เฝ้าแต่ถามพยาบาลเวรที่เป็นเพื่อนกันตลอดเวลาถึงอาการของลูกสาวคนโต พยาบาลเวรถามแพทย์ที่กำลังยุ่งทำผ่าตัดผู้ป่วยรายอื่นอยู่ว่าควรจะบอกแม่อย่างไร แพทย์บอกว่าอย่าเพิ่งบอกว่าลูกสาวตายเพราะแม่อาจเสียใจได้ ค่อยบอกความจริงตอนเช้าขณะนี้ให้พยาบาลโกหกญาติผู้ป่วยไว้ก่อนลูกสาวยังไม่เป็นไร แต่แม่ผู้เสียชีวิตก็พยายามชักถามตลอด พยาบาลเลยตัดสินใจบอกความจริง โดยค่อยๆบอกสาเหตุค่อยๆบอกเพื่อไม่ให้เสียใจมากจนช็อก

จากเหตุการณ์นี้ พยาบาลคนนี้ใช้จริยธรรมขั้นที่ 5 และจริยธรรมขั้นที่ 6 เพราะ ตระหนักถึงสิทธิของบุคคล ของญาติผู้ป่วยในการรับรู้อาการของผู้ป่วยได้ และปฎิบัติตามหลักศีลธรรมโดยไม่โกหกผู้ป่วย

ขอบคุณประสบการณ์และแหล่งข้อมูล จากพี่ คณิดา พยาบาลวิชาชีพ

นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2
นักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2
วิทยาลัยบัณทิตเอเซีย

Psycho กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1
นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2

ณ โรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ค่ำวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ มีคนได้รับบาดเจ็บ 5 คนถูกนำส่งเข้าโรงพยาบาล ทั้ง 5 คนนี้เป็นครอบครัวเดียวกัน มีแม่และลูกอีก 4 คน พยาบาลเวรรู้จักกับครอบครัวนี้ดีเป็นผู้รับผู้ป่วยทั้งหมดไว้ ลูกสาวคนโตบาดเจ็บสมองมากที่สุด และถึงแก่กรรมหลังจากรับไว้เพียง 30 นาที ส่วนลูกอีก 3 คนปลอดภัย แม่เองบาดเจ็บเล็กน้อย มีรอยถลอกและช้ำเขียวเป็นบางแห่ง แม่ไม่ทราบว่าลูกสาวคนโตตายเป็นห่วงกังวลมาก เฝ้าแต่ถามพยาบาลเวรที่เป็นเพื่อนกันตลอดเวลาถึงอาการของลูกสาวคนโต พยาบาลเวรถามแพทย์ที่กำลังยุ่งทำผ่าตัดผู้ป่วยรายอื่นอยู่ว่าควรจะบอกแม่อย่างไร แพทย์บอกว่าอย่าเพิ่งบอกว่าลูกสาวตายเพราะแม่อาจเสียใจได้ ค่อยบอกความจริงตอนเช้าขณะนี้ให้พยาบาลโกหกญาติผู้ป่วยไว้ก่อนลูกสาวยังไม่เป็นไร แต่แม่ผู้เสียชีวิตก็พยายามชักถามตลอด พยาบาลเลยตัดสินใจบอกความจริง โดยค่อยๆบอกสาเหตุค่อยๆบอกเพื่อไม่ให้เสียใจมากจนช็อก

จากเหตุการณ์นี้ พยาบาลคนนี้ใช้จริยธรรมขั้นที่ 5 และจริยธรรมขั้นที่ 6 เพราะ ตระหนักถึงสิทธิของบุคคล ของญาติผู้ป่วยในการรับรู้อาการของผู้ป่วยได้ และปฎิบัติตามหลักศีลธรรมโดยไม่โกหกผู้ป่วย

ขอบคุณประสบการณ์และแหล่งข้อมูล จากพี่ คณิดา พยาบาลวิชาชีพ

นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2
นักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2
วิทยาลัยบัณทิตเอเซีย

Psycho กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1
นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2

ณ โรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ค่ำวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ มีคนได้รับบาดเจ็บ 5 คนถูกนำส่งเข้าโรงพยาบาล ทั้ง 5 คนนี้เป็นครอบครัวเดียวกัน มีแม่และลูกอีก 4 คน พยาบาลเวรรู้จักกับครอบครัวนี้ดีเป็นผู้รับผู้ป่วยทั้งหมดไว้ ลูกสาวคนโตบาดเจ็บสมองมากที่สุด และถึงแก่กรรมหลังจากรับไว้เพียง 30 นาที ส่วนลูกอีก 3 คนปลอดภัย แม่เองบาดเจ็บเล็กน้อย มีรอยถลอกและช้ำเขียวเป็นบางแห่ง แม่ไม่ทราบว่าลูกสาวคนโตตายเป็นห่วงกังวลมาก เฝ้าแต่ถามพยาบาลเวรที่เป็นเพื่อนกันตลอดเวลาถึงอาการของลูกสาวคนโต พยาบาลเวรถามแพทย์ที่กำลังยุ่งทำผ่าตัดผู้ป่วยรายอื่นอยู่ว่าควรจะบอกแม่อย่างไร แพทย์บอกว่าอย่าเพิ่งบอกว่าลูกสาวตายเพราะแม่อาจเสียใจได้ ค่อยบอกความจริงตอนเช้าขณะนี้ให้พยาบาลโกหกญาติผู้ป่วยไว้ก่อนลูกสาวยังไม่เป็นไร แต่แม่ผู้เสียชีวิตก็พยายามชักถามตลอด พยาบาลเลยตัดสินใจบอกความจริง โดยค่อยๆบอกสาเหตุค่อยๆบอกเพื่อไม่ให้เสียใจมากจนช็อก

จากเหตุการณ์นี้ พยาบาลคนนี้ใช้จริยธรรมขั้นที่ 5 และจริยธรรมขั้นที่ 6 เพราะ ตระหนักถึงสิทธิของบุคคล ของญาติผู้ป่วยในการรับรู้อาการของผู้ป่วยได้ และปฎิบัติตามหลักศีลธรรมโดยไม่โกหกผู้ป่วย

ขอบคุณประสบการณ์และแหล่งข้อมูล จากพี่ คณิดา พยาบาลวิชาชีพ

นางสาว กนกวรรณ พงศ์นา 561410079-2
นักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2
วิทยาลัยบัณทิตเอเซีย

Review jirapa กล่าวว่า...

ใบงาน ที่1
รายวิชา จริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
“ผู้ป่วยรายหนึ่ง แพทย์วินิจฉัยเป็น Chronic Pencreatitis ได้รับการรักษาโดย on TPN,IV fluid drip,MO 25 mg prn q 4-6 hr. แต่ผู้ป่วยยังมีอาการปวดท้องตลอดเวลา ต่อมาผู้ป่วยปวดท้องมากขึ้นและร้องปวดมากขึ้น แม้กระทั่งภายหลังได้รับยาบรรเทาปวด ไปประมาณ ½ ชม. วันหนึ่งผู้ป่วยร้องปวดมาก พยาบาลให้ MO 25 mg v แต่ผู้ป่วยยังมีอาการร้องปวดท้องตลอดเวลา พยาบาลรายหนึ่งจึงนำน้ำกลั่น (sterile water) ไปฉีดให้ภายหลังฉีดน้ำกลั่น ประมาณ 15 นาที ผู้ป่วยไม่ร้องเอะอะโวยวาย พยาบาลในหอผู้ป่วยแห่งนั้นจึงส่งเวรต่อกันว่า ผู้ป่วยมีอาการเรียกร้องความสนใจ ผู้ป่วยไม่ได้ปวดจริง เพราะฉีดน้ำกลั่นแล้วไม่ร้อง จึงไม่ให้สนใจและเข้าใกล้มากนัก จะได้ไม่เรียกร้องความสนใจ พยาบาลทุกคนในหอผู้ป่วยแห่งนั้นจึงปฏิบัติตามๆ กันมา โดยไม่สนใจเสียงร้องปวดท้อง และจะให้ยา MO 25 mg tid pc เท่านั้น และถ้าผู้ป่วยร้องปวดมากจะให้เป็น sterile water แทน แต่อาการผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้น ร้องปวดท้องมากขึ้น พยาบาลทุกคนยังคงปฏิบัติเหมือนเดิม”
จากสถานการณ์ข้างต้น พยาบาลบนหอผู้ป่วนนี้ ใช้ จริยธรรมขั้นที่2 คือ ระดับจริยธรรมตามกฎเกณฑ์สังคม (Conventional Level) ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคมที่ตนเองอยู่ เนื่องจาก พยาบาลบนหอผู้ป่วย ต่างให้น้ำกลั่น (sterile water) แทนการให้ ยา แก้ปวด หรือให้ MO 25 mg vเท่านั้น เพราะคิดว่า ผู้ป่วยแกล้งปวด เพื่อเรียกร้องความสนใจ
สถานการณ์ อ้างอิงจากhttp://www.thainurseboard.com/index.php?topic=70.15 เว็บบอร์อพยาบาล


นางสาวจีรภา ธนะเสวี 561410013-8
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่2
วิทยาลัยบัณทิเอเซีย

Review jirapa กล่าวว่า...

ใบงาน ที่1
รายวิชา จริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
“ผู้ป่วยรายหนึ่ง แพทย์วินิจฉัยเป็น Chronic Pencreatitis ได้รับการรักษาโดย on TPN,IV fluid drip,MO 25 mg prn q 4-6 hr. แต่ผู้ป่วยยังมีอาการปวดท้องตลอดเวลา ต่อมาผู้ป่วยปวดท้องมากขึ้นและร้องปวดมากขึ้น แม้กระทั่งภายหลังได้รับยาบรรเทาปวด ไปประมาณ ½ ชม. วันหนึ่งผู้ป่วยร้องปวดมาก พยาบาลให้ MO 25 mg v แต่ผู้ป่วยยังมีอาการร้องปวดท้องตลอดเวลา พยาบาลรายหนึ่งจึงนำน้ำกลั่น (sterile water) ไปฉีดให้ภายหลังฉีดน้ำกลั่น ประมาณ 15 นาที ผู้ป่วยไม่ร้องเอะอะโวยวาย พยาบาลในหอผู้ป่วยแห่งนั้นจึงส่งเวรต่อกันว่า ผู้ป่วยมีอาการเรียกร้องความสนใจ ผู้ป่วยไม่ได้ปวดจริง เพราะฉีดน้ำกลั่นแล้วไม่ร้อง จึงไม่ให้สนใจและเข้าใกล้มากนัก จะได้ไม่เรียกร้องความสนใจ พยาบาลทุกคนในหอผู้ป่วยแห่งนั้นจึงปฏิบัติตามๆ กันมา โดยไม่สนใจเสียงร้องปวดท้อง และจะให้ยา MO 25 mg tid pc เท่านั้น และถ้าผู้ป่วยร้องปวดมากจะให้เป็น sterile water แทน แต่อาการผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้น ร้องปวดท้องมากขึ้น พยาบาลทุกคนยังคงปฏิบัติเหมือนเดิม”
จากสถานการณ์ข้างต้น พยาบาลบนหอผู้ป่วนนี้ ใช้ จริยธรรมขั้นที่2 คือ ระดับจริยธรรมตามกฎเกณฑ์สังคม (Conventional Level) ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคมที่ตนเองอยู่ เนื่องจาก พยาบาลบนหอผู้ป่วย ต่างให้น้ำกลั่น (sterile water) แทนการให้ ยา แก้ปวด หรือให้ MO 25 mg vเท่านั้น เพราะคิดว่า ผู้ป่วยแกล้งปวด เพื่อเรียกร้องความสนใจ

นางสาว จีรภา ธนะเสวี 561410013-8
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่2

Review jirapa กล่าวว่า...

ใบงาน ที่1
รายวิชา จริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
“ผู้ป่วยรายหนึ่ง แพทย์วินิจฉัยเป็น Chronic Pencreatitis ได้รับการรักษาโดย on TPN,IV fluid drip,MO 25 mg prn q 4-6 hr. แต่ผู้ป่วยยังมีอาการปวดท้องตลอดเวลา ต่อมาผู้ป่วยปวดท้องมากขึ้นและร้องปวดมากขึ้น แม้กระทั่งภายหลังได้รับยาบรรเทาปวด ไปประมาณ ½ ชม. วันหนึ่งผู้ป่วยร้องปวดมาก พยาบาลให้ MO 25 mg v แต่ผู้ป่วยยังมีอาการร้องปวดท้องตลอดเวลา พยาบาลรายหนึ่งจึงนำน้ำกลั่น (sterile water) ไปฉีดให้ภายหลังฉีดน้ำกลั่น ประมาณ 15 นาที ผู้ป่วยไม่ร้องเอะอะโวยวาย พยาบาลในหอผู้ป่วยแห่งนั้นจึงส่งเวรต่อกันว่า ผู้ป่วยมีอาการเรียกร้องความสนใจ ผู้ป่วยไม่ได้ปวดจริง เพราะฉีดน้ำกลั่นแล้วไม่ร้อง จึงไม่ให้สนใจและเข้าใกล้มากนัก จะได้ไม่เรียกร้องความสนใจ พยาบาลทุกคนในหอผู้ป่วยแห่งนั้นจึงปฏิบัติตามๆ กันมา โดยไม่สนใจเสียงร้องปวดท้อง และจะให้ยา MO 25 mg tid pc เท่านั้น และถ้าผู้ป่วยร้องปวดมากจะให้เป็น sterile water แทน แต่อาการผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้น ร้องปวดท้องมากขึ้น พยาบาลทุกคนยังคงปฏิบัติเหมือนเดิม”
จากสถานการณ์ข้างต้น พยาบาลบนหอผู้ป่วนนี้ ใช้ จริยธรรมขั้นที่2 คือ ระดับจริยธรรมตามกฎเกณฑ์สังคม (Conventional Level) ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคมที่ตนเองอยู่ เนื่องจาก พยาบาลบนหอผู้ป่วย ต่างให้น้ำกลั่น (sterile water) แทนการให้ ยา แก้ปวด หรือให้ MO 25 mg vเท่านั้น เพราะคิดว่า ผู้ป่วยแกล้งปวด เพื่อเรียกร้องความสนใจ

นางสาว จีรภา ธนะเสวี 561410013-8
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปี2

วาสนา สังสีแก้ว กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชาจริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
นางสาว วาสนา สังสีแก้ว 551410031-3
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที
เจ้าสาวพยาบาล กำลังแต่งหน้าเตรียมถ่ายรูปงานแต่งงานกับเจ้าบ่าว ประสบเหตุผู้ป่วยโรคหัวใจหมดสติหน้าร้านถ่ายรูปเวดดิ้ง เข้าช่วยเหลือปั๊มหัวใจกู้ชีวิตได้สำเร็จ
ข้อความระบุว่า ขณะที่นางสาวณัฐวดี เมืองใจ อายุ 25 ปี หรือน้องนัท พยาบาลสาวประจำห้องอายุรกรรมหญิง 2 โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กำลังแต่งหน้าเตรียมจะถ่ายรูปเวดดิ้งกับเจ้าบ่าว ภายในร้านเวดดิ้ง อำเภอเมืองเชียงราย ประสบเหตุผู้ป่วยโรคหัวใจหมดสติล้มลงหน้าร้าน จึงได้ออกมาช่วยเหลือปั๊มหัวใจจนผู้ป่วยหายใจปกติ ก่อนที่รถพยาบาลจะนำส่งโรงพยาบาลได้สำเร็จ โดยขณะนั้นคิดแต่เพียงต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยสำนึกในจรรยาบรรณ
จากเหตุการณ์ที่ได้กล่าวมา พยาบาลใช้หลักจริยธรรมขั้นที่ 5 คือมีหลักศิลธรรม ความเมตตาและความกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เนื่องจากพยาบาลคนนี้ไม่ได้อยู่ในขณะปฎิบัติหน้า แต่กำลังจะแต่งหน้าเพื่อไปถ่ายรุปเวดดิ้งกับเจ้าบ่าว แต่เธอได้เห็นชายคนหนึ่งกำลังช็อคด้วยอาการของโรคประตัว เธอได้ออกมาปั๊มหัวใจจนชายคนดังกล่าวกับมาหายใจได้ และช่วยนำตัวส่งโรงพยาบาลทันท่วงที
อ้างอิงจาก

http://www.bugaboo.tv/

EINGNOIIZ KHWANCHANOK กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1
รายวิชา จริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ

หญิงตั้งครรภ์รายหนึ่งเคยมีสามีมาแล้ว 1 คนได้หย่าร้างกันและได้แต่งงานมีสามีใหม่ อยู่กินกันได้ระยะหนึ่งจนกระทั่งได้ตั้งครรภ์และได้มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งและได้มีการเจาะเลือดเพื่อหาเชื้อ HIV ผลเลือดที่ตรวจได้ปรากฏว่าหญิงตั้งครรภ์รายนี้ได้มีการติดเชื้อเอดส์ สอบถามจากหญิงตั้งครรภ์ทราบว่าได้ติดมาจากสามีคนเก่าและสามีใหม่ก็ไม่เคยทราบว่าตนเองติดเชื้อเอดส์ หญิงตั้งครรภ์ได้ขอร้องพยาบาลประจำตึกไม่ให้แจ้งเรื่องนี้ให้สามีและญาติของตนทราบ เนื่องจากสามีของตนต้องการที่จะมีลูก และทางพ่อแม่ของตนก็ต้องมีหลานเช่นกัน จึงไม่อยากให้มารับรู้อะไรตอนนี้และได้บอกกับพยาบาลประจำตึกว่า ตนเองจะขอเป็นคนบอกเรื่องนี้ให้ครอบครัว ทราบด้วยตนเอง
จากสถานการณ์ข้างต้น พยาบาลบนหอผู้ป่วยนี้ใช้จริยธรรมขั้นที่ 6 คือ หลักการคุณธรรมสากล (Universal Ethical Principle Orientation) เป็นขั้นที่เลือกตัดสินใจที่จะกระทำโดยยอมรับความคิดที่เป็นสากล ของผู้เจริญแล้วเนื่องจากพยาบาลปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเต็มใจ คือการช่วยปกปิดความลับของผู้ป่วยโดยคำนึงถึงสิทธิของผู้ป่วยความยุติธรรมการยอมรับในคุณค่าความเป็นมนุษย์

นางสาวขวัญชนก วงศ์สุวรรณ์
561410008-2
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2
วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย

EINGNOIIZ KHWANCHANOK กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1
รายวิชา จริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
หญิงตั้งครรภ์รายหนึ่งเคยมีสามีมาแล้ว 1 คนได้หย่าร้างกันและได้แต่งงานมีสามีใหม่ อยู่กินกันได้ระยะหนึ่งจนกระทั่งได้ตั้งครรภ์และได้มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งและได้มีการเจาะเลือดเพื่อหาเชื้อ HIV ผลเลือดที่ตรวจได้ปรากฏว่าหญิงตั้งครรภ์รายนี้ได้มีการติดเชื้อเอดส์ สอบถามจากหญิงตั้งครรภ์ทราบว่าได้ติดมาจากสามีคนเก่าและสามีใหม่ก็ไม่เคยทราบว่าตนเองติดเชื้อเอดส์ หญิงตั้งครรภ์ได้ขอร้องพยาบาลประจำตึกไม่ให้แจ้งเรื่องนี้ให้สามีและญาติของตนทราบ เนื่องจากสามีของตนต้องการที่จะมีลูก และทางพ่อแม่ของตนก็ต้องมีหลานเช่นกัน จึงไม่อยากให้มารับรู้อะไรตอนนี้และได้บอกกับพยาบาลประจำตึกว่า ตนเองจะขอเป็นคนบอกเรื่องนี้ให้ครอบครัว ทราบด้วยตนเอง
จากสถานการณ์ข้างต้น พยาบาลบนหอผู้ป่วยนี้ใช้จริยธรรมขั้นที่ 6 คือ หลักการคุณธรรมสากล (Universal Ethical Principle Orientation) เป็นขั้นที่เลือกตัดสินใจที่จะกระทำโดยยอมรับความคิดที่เป็นสากล ของผู้เจริญแล้วเนื่องจากพยาบาลปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเต็มใจ คือการช่วยปกปิดความลับของผู้ป่วยโดยคำนึงถึงสิทธิของผู้ป่วยความยุติธรรมการยอมรับในคุณค่าความเป็นมนุษย์




นางสาวขวัญชนก วงศ์สุวรรณ์
561410008-2
คณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2
วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย

พัณณิตา ต้นกันยา กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1
รายวิชา จริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
นางสาวพัณณิตา ต้นกันยา 561410035-8

สภาการพยาบาล ยัน มือขริบจู๋เป็นพยาบาลจริง จ่อตั้งกก.สอบข้อเท็จจริง มีใบประกอบวิชาชีพ-ทำเกินหน้าที่หรือไม่ ชี้พยาบาลลงมือผ่าตัดย่อยแพทย์ต้องอยู่ด้วย ชี้หากผิดจริยธรรมจริงโทษหนักสุดถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต เลขาฯแพทยสภา รอคำวินิจฉัยคลินิกเข้าข่ายข้อยกเว้นให้พยาบาลผ่าตัดแทนแพทย์ได้หรือไม่ ระบุ หากไม่อยู่ในเกณฑ์ยกเว้นผิดมาตรฐานการรักษา โดนทั้งแพทย์-พยาบาลแน่
(24ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้ากรณีนางรัตนาพร มนัสชื้น อายุ 45 ปี มารดา ด.ช.ภานุมาศ อายุ 12 ปี เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อกระทรวงสาธารณสุข หลังพาลูกชายไปรับการรักษาฝีในปากที่คลินิกเอกชนแห่งหนึ่ง ที่เข้าร่วมในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ใน อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ แต่การรักษากลับกลายเป็นการขริบอวัยวะเพศเด็กแทน
ต่อมากระทรวงสาธารณสุขได้ส่งเจ้าหน้าที่กองการประกอบโรคศิลปะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ก่อนที่รักษาการนายกแพทยสภาจะสรุปผลเบื้องต้นว่าแพทย์ที่รักษาไม่ผิด แต่การรักษาผิดที่เกิดจากการสื่อสารผิดพลาดระหว่างแพทย์และพยาบาล โดยแพทย์เขียนวิธีการรักษาเป็นภาษาอังกฤษว่า Excision ซึ่งหมายถึง ให้ตัดเอาออก แต่พยาบาลเข้าใจผิดเป็นคำว่า Circumcision ซึ่งหมายถึงขริบอวัยวะเพศเด็ก
ล่าสุดวันนี้(24ม.ค.)ศ.เกียรติคุณ ดร.วิจิตร ศรีสุพรรณ นายกสภาการพยาบาล กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า พยาบาลที่ทำการขริบอวัยวะเพศเด็กเป็นพยาบาลจริง ดังนั้น วันจันทร์ที่ 26 มกราคมนี้ จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าพยาบาลคนดังกล่าวมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลถูกต้องหรือไม่ และการกระทำนั้นเป็นการกระทำเกินขอบเขตของวิชาชีพการพยาบาลหรือไม่
นายกสภาการพยาบาลกล่าวอีกว่า ตาม พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ.2528 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2540 ระบุไว้ว่า หนึ่งในการกระทำการประกอบวิชาชีพการพยาบาล คือการช่วยเหลือแพทย์กระทำการรักษาโรค ในกรณีนี้จึงต้องสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงว่าพยาบาลเข้าไปช่วยเหลือแพทย์ในลักษณะใดและอย่างไรบ้าง หากพบว่าพยาบาลกระทำนอกเหนือขอบเขตหน้าที่ ถือเป็นการกระทำผิดจริยธรรมวิชาชีพ มีโทษตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาต
ศึกษาจากแหล่งข่าวhttp://news.mthai.com/hot-news/2936.html

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ข้างต้นพบว่า พยาบาลใช้จริยธรรมขั้นที่ 5 สัญญาสังคมหรือหลักการทำตามคำมั่นสัญญา เพราะที่พยาบาลทำการขริบอวัยวะเพศเด็กไปนั้น เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของตน คือการรักษาตามแผนการรักษาของแพทย์ เพื่อช่วยรักษาให้เด็กหายจากอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ แต่ด้วยอาจเกิดการผิดพลาดในการสื่อสารระหว่างทีมสุขภาพ จึงทำให้เกิดการทำงานผิดพลาด

พัณณิตา ต้นกันยา กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1
รายวิชา จริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
นางสาวพัณณิตา ต้นกันยา 561410035-8

สภาการพยาบาล ยัน มือขริบจู๋เป็นพยาบาลจริง จ่อตั้งกก.สอบข้อเท็จจริง มีใบประกอบวิชาชีพ-ทำเกินหน้าที่หรือไม่ ชี้พยาบาลลงมือผ่าตัดย่อยแพทย์ต้องอยู่ด้วย ชี้หากผิดจริยธรรมจริงโทษหนักสุดถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต เลขาฯแพทยสภา รอคำวินิจฉัยคลินิกเข้าข่ายข้อยกเว้นให้พยาบาลผ่าตัดแทนแพทย์ได้หรือไม่ ระบุ หากไม่อยู่ในเกณฑ์ยกเว้นผิดมาตรฐานการรักษา โดนทั้งแพทย์-พยาบาลแน่
(24ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้ากรณีนางรัตนาพร มนัสชื้น อายุ 45 ปี มารดา ด.ช.ภานุมาศ อายุ 12 ปี เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อกระทรวงสาธารณสุข หลังพาลูกชายไปรับการรักษาฝีในปากที่คลินิกเอกชนแห่งหนึ่ง ที่เข้าร่วมในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ใน อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ แต่การรักษากลับกลายเป็นการขริบอวัยวะเพศเด็กแทน
ต่อมากระทรวงสาธารณสุขได้ส่งเจ้าหน้าที่กองการประกอบโรคศิลปะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ก่อนที่รักษาการนายกแพทยสภาจะสรุปผลเบื้องต้นว่าแพทย์ที่รักษาไม่ผิด แต่การรักษาผิดที่เกิดจากการสื่อสารผิดพลาดระหว่างแพทย์และพยาบาล โดยแพทย์เขียนวิธีการรักษาเป็นภาษาอังกฤษว่า Excision ซึ่งหมายถึง ให้ตัดเอาออก แต่พยาบาลเข้าใจผิดเป็นคำว่า Circumcision ซึ่งหมายถึงขริบอวัยวะเพศเด็ก
ล่าสุดวันนี้(24ม.ค.)ศ.เกียรติคุณ ดร.วิจิตร ศรีสุพรรณ นายกสภาการพยาบาล กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า พยาบาลที่ทำการขริบอวัยวะเพศเด็กเป็นพยาบาลจริง ดังนั้น วันจันทร์ที่ 26 มกราคมนี้ จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าพยาบาลคนดังกล่าวมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลถูกต้องหรือไม่ และการกระทำนั้นเป็นการกระทำเกินขอบเขตของวิชาชีพการพยาบาลหรือไม่
นายกสภาการพยาบาลกล่าวอีกว่า ตาม พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ.2528 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2540 ระบุไว้ว่า หนึ่งในการกระทำการประกอบวิชาชีพการพยาบาล คือการช่วยเหลือแพทย์กระทำการรักษาโรค ในกรณีนี้จึงต้องสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงว่าพยาบาลเข้าไปช่วยเหลือแพทย์ในลักษณะใดและอย่างไรบ้าง หากพบว่าพยาบาลกระทำนอกเหนือขอบเขตหน้าที่ ถือเป็นการกระทำผิดจริยธรรมวิชาชีพ มีโทษตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาต
ศึกษาจากแหล่งข่าวhttp://news.mthai.com/hot-news/2936.html

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ข้างต้นพบว่า พยาบาลใช้จริยธรรมขั้นที่ 5 สัญญาสังคมหรือหลักการทำตามคำมั่นสัญญา เพราะที่พยาบาลทำการขริบอวัยวะเพศเด็กไปนั้น เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของตน คือการรักษาตามแผนการรักษาของแพทย์ เพื่อช่วยรักษาให้เด็กหายจากอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ แต่ด้วยอาจเกิดการผิดพลาดในการสื่อสารระหว่างทีมสุขภาพ จึงทำให้เกิดการทำงานผิดพลาด

กรรณิการ์ ชินวงษ์ กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชาจริยศาสตร์ และ กฎหมายวิชาชีพ
นางสาว กรรณิการ์ ชินวงษ์ 561410002-6
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2


ผู้ป่วยชาย อายุ 50 ปี แพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีอาการลุกลามถึงขั้นที่แพทย์ลงความเห็นว่า ต้องนำระบบขับถ่ายอุจจาระ (ลำไส้ใหญ่) ออกทางหน้าท้อง (Colostomy) เมื่อแพทย์และพยาบาลตกลงกันจะบอกเรื่องนี้แก่ผู้ป่วย ผู้ป่วยไม่ยอม ถึงแม้แพทย์และพยาบาลจะอธิบายผลดี ผลเสียอย่างไร ผู้ป่วยยืนกรานปฎิเสธการผ่าตัดทำ Colostomy โดยกล่าวว่าจะตายก็ตายเพราะถึงอย่างไรโรคมะเร็งก็ไม่มีทางรักษาหายขอใช้ชีวิตที่เหลือแบบนี้ และญาติก็ลงความเห็นว่าตามใจคนไข้เพราะเป็นการตัดสินใจของเขาแล้ว แพทย์และพยาบาลเลยลงความเห็นว่าจะไม่ผ่าตัด เพราะผู้ป่วยไม่ประสงค์ ยินยอมในการผ่าตัดลำไส้ใหญ่ที่วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง

จากเหตุการณ์นี้ พยาบาลคนนี้ใช้จริยธรรมขั้นที่ 6 หลักการคุณธรรมสากล ปฎบัติตามหลักศีลธรรม และ ตระหนักถึงสิทธิของบุคคล
เนื่องจากพยาบาลและแพทย์คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนยอมรับในคุณค่าของความเป็นมนุษย์เพราะผู้ป่วยรายนี้ไม่ประสงค์ที่จะรักษาไม่ว่าจะเหตุผลใดๆก็ตามเราต้องยอมรับในการตัดสินใจของผู้ป่วย
อ้างอิงจากwww.teacher.ssru.ac.th

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชา จริยศาสตร์ และ กฎหมายวิชาชีพ
ผู้ป่วยได้รับอุบัติเหตุสมอง หลังผ่าตัดไม่รู้สึกตัว ต่อมาตอบสนองได้บ้างต้องให้อาหารทางสายยาง และ ใส่สายปัสสาวะคาไว้ผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลเป็นเวลา 1 ปี ไม่มีญาติมาติดต่อ ระยะหลังกล้ามเนื้อเกร็ง ข้อแข็งติด มีแผลกดทับ ร่างกายผอมแห้ง แพทย์ได้ปรึกษาทีมพยาบาลเพื่อลดการให้อาหาร เพื่อจะปล่อยให้ผู้ป่วยไปอย่างสงบพยาบาลบางคนปฏิบัติตาม แต่บางคนไม่ปฏิบัติ
จากสถานการณ์ข้างต้น พยาบาลบนหอผู้ป่วนนี้ ใช้ จริยธรรม ขั้นที่ 4 คือ ระดับจริยธรรมตาม กฎ และ ระเบียบ (“Law-and-order” Orientation) ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคมที่ตนเองอยู่ เนื่องจาก พยาบาลบางคนบนหอผู้ป่วยนี้ นึกว่าทำไปตามหน้าที่เพราะว่ายังไงพยาบาลก็ต้องช่วยให้ผู้ป่วยไปอย่างสงบ โดยไม่ทรมาน และ จากสถานการณ์นี้ พยาบาลบางคนบนหอผู้ป่วยนี้ ใช้ จริยธรรม ขั้นที่ 6 หลักการคุณธรรมสากล (Universal Ethical Principle Orientation)โดยคำนึงความถูกต้องยุติธรรมยอมรับในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เลยไม่ทำตามที่แพทย์ได้ตกลงกันไว้ เพราะชีวิตของมนุษย์ มีคุณค่ามากที่สุด
สถานการณ์ อ้างอิงจากhttp://www.thainurseboard.com/index.php?topic=70.15 เว็บบอร์ดพยาบาล
นางสาว สุจิดตา โพธิลาด 561410109-4
นักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2

ทิพวรรณ ชินวงษ์ กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1
รายวิชา จริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
นางสาว ทิพวรรณ ชินวงษ์ รหัส 561410005-9
ณ โรงพยาบาลในจังหวัดแห่งหนึ่ง มีคนไข้สาวอายุ 20 ปี มาเข้ารับการรักษา เนื่องจากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และวิงเวียนศีรษะ โดยมีพยาบาลเวรดูแล ให้ตรวจปัสสาวะ เพราะพยาบาลมีความสงสัยว่า คนไข้จะตั้งครรภ์ และผลการตรวจ ออกมาว่า คนไข้สาวคนนี้ตั้งครรภ์ ซึ้งคนไข้ไม่ยอมรับผลการตรวจ จากการทราบผลคนไข้ร้องไห้ เพราะกำลังศึกษาและกลัวพ่อ แม่จะเสียใจกลัวโดนพ่อแม่ดุว่า พยาบาลเห็นคนไข้ไม่ยอมรับผลการตรวจจึงเข้าไปคุยและช่วยแก้ปัญหาแต่คนไข้ขอร้องให้พยาบาลทำแท้งให้ โดยจะยอมจ่ายค่าใช้จ่ายให้ แต่พยาบาลที่เข้าไปคุยได้ปฏิเสธการทำแท้งให้เนื่องจากผิดหลักจริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยได้สอนให้คนไข้ปรึกษาผู้ปกครองอย่าตัดสินใจทำแท้งแบบนี้เพราะมันอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งคนไข้กลัวและได้ยอมรับและจะไปปรึกษาพ่อกับแม่ต่อไป
พยาบาลใช้ หลักจริยธรรมของโคลเบิร์ก
ขั้นที่ 3 ความคาดหวังและการยอมรับในสังคม บุคคลจะใช้หลักทำตามที่ผู้อื่นเห็นชอบ ใช้เหตุผลเลือกทำในสิ่งที่กลุ่มยอมรับโดยคล้อยตามการชักจูงของผู้อื่นเช่นกรณีศึกษานี้คนไข้คล้อยตามพยาบาลที่ชี้แนวทางที่ถูกต้องให้กับคนไข้
ขั้นที่ 4 กฎและระเบียบ พยาบาลคนนี้ทำตามหลังจรรยาบรรณวิชาชีพและหลักจริยธรรมโดยไม่ทำตามที่คนไข้ขอร้องโดยคำนึงถึงกฏระเบียบเป็นสำคัญ

ทิพวรรณ ชินวงษ์ กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1
รายวิชา จริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
นางสาว ทิพวรรณ ชินวงษ์ รหัส 561410005-9
ณ โรงพยาบาลในจังหวัดแห่งหนึ่ง มีคนไข้สาวอายุ 20 ปี มาเข้ารับการรักษา เนื่องจากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และวิงเวียนศีรษะ โดยมีพยาบาลเวรดูแล ให้ตรวจปัสสาวะ เพราะพยาบาลมีความสงสัยว่า คนไข้จะตั้งครรภ์ และผลการตรวจ ออกมาว่า คนไข้สาวคนนี้ตั้งครรภ์ ซึ้งคนไข้ไม่ยอมรับผลการตรวจ จากการทราบผลคนไข้ร้องไห้ เพราะกำลังศึกษาและกลัวพ่อ แม่จะเสียใจกลัวโดนพ่อแม่ดุว่า พยาบาลเห็นคนไข้ไม่ยอมรับผลการตรวจจึงเข้าไปคุยและช่วยแก้ปัญหาแต่คนไข้ขอร้องให้พยาบาลทำแท้งให้ โดยจะยอมจ่ายค่าใช้จ่ายให้ แต่พยาบาลที่เข้าไปคุยได้ปฏิเสธการทำแท้งให้เนื่องจากผิดหลักจริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยได้สอนให้คนไข้ปรึกษาผู้ปกครองอย่าตัดสินใจทำแท้งแบบนี้เพราะมันอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งคนไข้กลัวและได้ยอมรับและจะไปปรึกษาพ่อกับแม่ต่อไป
พยาบาลใช้ หลักจริยธรรมของโคลเบิร์ก
ขั้นที่ 3 ความคาดหวังและการยอมรับในสังคม บุคคลจะใช้หลักทำตามที่ผู้อื่นเห็นชอบ ใช้เหตุผลเลือกทำในสิ่งที่กลุ่มยอมรับโดยคล้อยตามการชักจูงของผู้อื่นเช่นกรณีศึกษานี้คนไข้คล้อยตามพยาบาลที่ชี้แนวทางที่ถูกต้องให้กับคนไข้
ขั้นที่ 4 กฎและระเบียบ พยาบาลคนนี้ทำตามหลังจรรยาบรรณวิชาชีพและหลักจริยธรรมโดยไม่ทำตามที่คนไข้ขอร้องโดยคำนึงถึงกฏระเบียบเป็นสำคัญ

Kettapow promwut กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชาจริยศาสตร์ และ กฎหมายวิชาชีพ
นางสาว เกษตเภา พรมวุฒิ 561410006-0
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2

นางสาวนุ้ย ตําแหน่ง พยาบาลวิชาชีพ 7 โรงพยาบาลชุมชน ได้ปฏิบัติงานเวรเช้า เวลาประมาณ 11.30 น. เพื่อนร่วมงานได้บอกว่า ยา Ampicilin สําหรับฉีดให้ผู้ป่วยเวลาเที่ยงไม่พอหนึ่งคน นางสาว นุ้ย จึงได้ไปขอยืมยา Ampicilin จากตึกผู้ป่วยข้างเคียง โดยหยิบขวด ยาผิด เป็นยา Chloramphenical ซึ่งลักษณะสีของขวดยา Chloramphenical จะเหมือนกับขวดยา Ampicilin นางสาวนุ้ย นําไปฉีดให้ผู้ป่วยแล้ว ผู้ป่วยมีอาการขมคอมากและปวดมาก บริเวณที่ฉีดมี อาการแดง มีผื่นขึ้นบริเวณที่ฉีด แต่คนไข้ไม่ได้รับอันตรายรุนแรง และไม่ติดใจเอาความหรือเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ
ระดับที่ 2 ระดับจริยธรรมตามกฏเกณฑ์สังคม
ขั้นที่ 4 กฎระเบียบ
พฤติการณ์ของนางสาวนุ้ย ดังกล่าว เป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่เอาใจใส่ ระมัดระวัง และประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิผู้ป่วยทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน เพราะไม่ทำตามหลักจริยธรรมและจรรณยาบรรณวิชาชีพ

Kettapow promwut กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชาจริยศาสตร์ และ กฎหมายวิชาชีพ
นางสาว เกษตเภา พรมวุฒิ 561410006-0
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2

นางสาวนุ้ย ตําแหน่ง พยาบาลวิชาชีพ 7 โรงพยาบาลชุมชน ได้ปฏิบัติงานเวรเช้า เวลาประมาณ 11.30 น. เพื่อนร่วมงานได้บอกว่า ยา Ampicilin สําหรับฉีดให้ผู้ป่วยเวลาเที่ยงไม่พอหนึ่งคน นางสาว นุ้ย จึงได้ไปขอยืมยา Ampicilin จากตึกผู้ป่วยข้างเคียง โดยหยิบขวด ยาผิด เป็นยา Chloramphenical ซึ่งลักษณะสีของขวดยา Chloramphenical จะเหมือนกับขวดยา Ampicilin นางสาวนุ้ย นําไปฉีดให้ผู้ป่วยแล้ว ผู้ป่วยมีอาการขมคอมากและปวดมาก บริเวณที่ฉีดมี อาการแดง มีผื่นขึ้นบริเวณที่ฉีด แต่คนไข้ไม่ได้รับอันตรายรุนแรง และไม่ติดใจเอาความหรือเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ
ระดับที่ 2 ระดับจริยธรรมตามกฏเกณฑ์สังคม
ขั้นที่ 4 กฎระเบียบ
พฤติการณ์ของนางสาวนุ้ย ดังกล่าว เป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่เอาใจใส่ ระมัดระวัง และประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิผู้ป่วยทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน เพราะไม่ทำตามหลักจริยธรรมและจรรณยาบรรณวิชาชีพ

สุภาพร มนต์ก้อม กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชาจริยศาสตร์ และ กฎหมายวิชาชีพ
นางสาว สุภาพร มนต์ก้อม 561410087-5
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2


นายพายุ ตําแหน่งหัวหน้าสถานีอนามัย ให้บริการรักษาพยาบาล ประชาชนที่มารับบริการด้วยถ้อยคําไม่สุภาพและไม่ให้ความสะดวก แก่ผู้มารับบริการไม่ตรวจร่างกายให้คนไข้และพูดว่า “ไม่มียายา หมด” เป็นผลให้ต้องไปรับการรักษาที่สถานีอนามัยบ้านอื่นซึ่งอยู่ ห่างจากสถานีอนามัยที่ตนทํางานอยู่ ประมาณ 2 กิโลเมตร คนไข้บางรายไปขอรับยาแก้ผื่นคัน แต่พูดว่า “ต้องไปเอาน้ำมนต์มารดมั้ง” และ มีคนไข้ไปรับยาเม็ดคุมกําเนิดก็มักพูดว่า “เวลาทําอะไรก็ไม่คิด” และ “แต่งงานแล้วมีเพศสัมพันธ์รู้สึกอย่างไร” พูดกับคนไข้ซึ่งมีอาการปวดท้องว่า “ชอบเที่ยวคาราโอเกะ” คนไข้ตัวร้อน ก็พูดกับมารดาคนไข้ว่า “ชอบเที่ยวซิจึงได้ป่วย” ญาติคนไข้ซึ่งป่วยเป็นลมวิงเวียนศีรษะ ขอร้องให้เปิดพัดลมให้ นายพายุ กลับพูดว่า “หากบริการดีก็ ไม่มีเวลาหยุดพักผ่อน” ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระกัน และเกี่ยวข้องกับการ ให้บริการรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นหน้าที่ของนายพายุ
ระดับที่ 2 ระดับจริยธรรมตามกฏเกณฑ์สังคม
ขั้นที่ 4 กฎระเบียบ
นายพายุ ดังกล่าว เป็นความผิด วินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ให้การต้อนรับ ไม่ให้ความสะดวก และไม่ให้ความสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้มารับบริการ
เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิผู้ป่วยทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน เพราะไม่ทำตามหลักจริยธรรมและจรรณยาบรรณวิชาชีพ



สุภาพร มนต์ก้อม กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชาจริยศาสตร์ และ กฎหมายวิชาชีพ
นางสาว สุภาพร มนต์ก้อม 561410087-5
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2


นายพายุ ตําแหน่งหัวหน้าสถานีอนามัย ให้บริการรักษาพยาบาล ประชาชนที่มารับบริการด้วยถ้อยคําไม่สุภาพและไม่ให้ความสะดวก แก่ผู้มารับบริการไม่ตรวจร่างกายให้คนไข้และพูดว่า “ไม่มียายา หมด” เป็นผลให้ต้องไปรับการรักษาที่สถานีอนามัยบ้านอื่นซึ่งอยู่ ห่างจากสถานีอนามัยที่ตนทํางานอยู่ ประมาณ 2 กิโลเมตร คนไข้บางรายไปขอรับยาแก้ผื่นคัน แต่พูดว่า “ต้องไปเอาน้ำมนต์มารดมั้ง” และ มีคนไข้ไปรับยาเม็ดคุมกําเนิดก็มักพูดว่า “เวลาทําอะไรก็ไม่คิด” และ “แต่งงานแล้วมีเพศสัมพันธ์รู้สึกอย่างไร” พูดกับคนไข้ซึ่งมีอาการปวดท้องว่า “ชอบเที่ยวคาราโอเกะ” คนไข้ตัวร้อน ก็พูดกับมารดาคนไข้ว่า “ชอบเที่ยวซิจึงได้ป่วย” ญาติคนไข้ซึ่งป่วยเป็นลมวิงเวียนศีรษะ ขอร้องให้เปิดพัดลมให้ นายพายุ กลับพูดว่า “หากบริการดีก็ ไม่มีเวลาหยุดพักผ่อน” ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระกัน และเกี่ยวข้องกับการ ให้บริการรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นหน้าที่ของนายพายุ
ระดับที่ 2 ระดับจริยธรรมตามกฏเกณฑ์สังคม
ขั้นที่ 4 กฎระเบียบ
นายพายุ ดังกล่าว เป็นความผิด วินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ให้การต้อนรับ ไม่ให้ความสะดวก และไม่ให้ความสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้มารับบริการ
เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิผู้ป่วยทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน เพราะไม่ทำตามหลักจริยธรรมและจรรณยาบรรณวิชาชีพ



Sukanya Sangnoi กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชาจริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
นางสาวสุกัญญา แสงน้อย 561410051-0
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2

“เจ้าสาวพยาบาล กำลังแต่งหน้าเตรียมถ่ายรูปงานแต่งงานกับเจ้าบ่าว ประสบเหตุผู้ป่วยโรคหัวใจหมดสติหน้าร้านถ่ายรูปเวดดิ้ง เข้าช่วยเหลือปั๊มหัวใจกู้ชีวิตได้สำเร็จ
เป็นคลิปพยาบาลปั๊มหัวใจช่วยชีวิตคน ที่มีผู้โพสต์เผยแพร่ต่อๆกันไป ในโลกโซเซียลเน็ตเวิร์ค เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา เพียงช่วงข้ามคืนมีผู้เข้าไปชมนับหมื่นคน และชื่นชมความดีของพยาบาลสาวคนนี้
ข้อความระบุว่า ขณะที่นางสาวณัฐวดี เมืองใจ อายุ 25 ปี หรือน้องนัท พยาบาลสาวประจำห้องอายุรกรรมหญิง 2 โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กำลังแต่งหน้าเตรียมจะถ่ายรูปเวดดิ้งกับเจ้าบ่าว ภายในร้านเวดดิ้ง อำเภอเมืองเชียงราย ประสบเหตุผู้ป่วยโรคหัวใจหมดสติล้มลงหน้าร้าน จึงได้ออกมาช่วยเหลือปั๊มหัวใจจนผู้ป่วยหายใจปกติ ก่อนที่รถพยาบาลจะนำส่งโรงพยาบาลได้สำเร็จ โดยขณะนั้นคิดแต่เพียงต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยสำนึกในจรรยาบรรณ
มีรายงานว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ถูกส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ แพทย์ช่วยเหลือและดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนหลายโรค และได้เสียชีวิตลงเมื่อวานนี้”

แหล่งอ้างอิง : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=filmbu&month=08-2013&date=07&group=2&gblog=282

จากเหตุการณ์ดังกล่าว : พยาบาลท่านนี้ ได้ใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม “ขั้นที่ 6 หลักการทางจริยธรรมที่เป็นสากล ขั้นนี้เป็นขั้นที่แต่ละบุคคลเลือกที่จะปฎิบัติตามหลักการทางจริยธรรมด้วยตัวของตัวเอง เป็นหลักการเพื่อมนุษยธรรม เพื่อความเสมอภาคในสิทธิมนุษยชน” คือ ได้เข้าให้การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ จากการหมดสติด้วยโรคหัวใจ โดยการปั๊มหัวใจเพื่อช่วยฟื้นคืนชีพได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าตนเองนั้นมิได้อยู่ในเครื่องแบบวิชาชีพพยาบาล แต่ด้วยความสำนึกในจรรยาบรรณวิชาชีพ จึงเข้าให้การช่วยเหลือโดยไม่รีรอใดๆ

นิตยา จันทมาตร กล่าวว่า...

เรื่อง แม่โวยหมอ-พยาบาล ปล่อยให้ลูกไส้ติ่งแตกตาย

วันที่ 25 ก.พ. ที่ จ.ปทุมธานี นางสมัย พิมพ์อักษร อายุ 39 ปี ชาว จ.พิจิตร เข้าร้องเรียนนางปวีณา หงสกุล ประธาน “มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี” (องค์กรสาธารณประโยชน์) ที่สำนักงาน “มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี” (องค์กรสาธารณประโยชน์) จ.ปทุมธานี เพื่อขอความช่วยเหลือและความเป็นธรรมให้แก่ ด.ช. ธนกฤต พิมพ์อักษร หรือน้องกาย อายุ 9 ปี
นางสมัยกล่าวว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 11.00 น. น้องกายมีอาการ ท้องเสีย อาเจียนและปวดท้องอย่างรุนแรง ตนจึงรีบพาบุตรชายไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน จ.พิจิตร แพทย์แจ้งว่าน้องกายเป็นไส้ติ่งต้องทำการผ่าตัดด่วน ทาง รพ.ยุพราชตะพานหินทำหนังสือส่งตัวให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลพิจิตรโดยให้รถ รพ. นำตัวน้องกายไปส่งที่ รพ.พิจิตร
ด้านแพทย์ที่ รพ. พิจิตร รับตัวน้องกายเข้าห้องฉุกเฉินทันที แต่ไม่ได้รักษาอะไรเลย ให้แต่น้ำเกลือเท่านั้นและบอกกับตนว่าต้องนอนดูอาการของเด็กก่อน จากนั้นพยาบาลได้นำบุตรชายไปที่ตึกเด็กเพื่อรอหมอมาตรวจนานถึคง 2-3 ชั่วโมง เมื่อแพทย์มาตรวจก็แจ้งว่าอาการอย่างนี้ไม่น่าจะเป็นไส้ติ่ง แต่น้องกายเริ่มมีอาการปวดท้องมากขึ้นและนอนดิ้นทุรนทุรายขอความช่วยเหลือจากหมอ จนทนไม่ไหวน้องกายจึงร้องบอกหมอว่า “หมอครับ ช่วยผมด้วย ผมปวดท้องจะตายแล้ว” แต่ก็ไม่มีหมอหรือพยาบาลมาดูเด็กอีกเลย
น้องกายนอนดิ้นด้วยความเจ็บปวดจนเวลาประมาณ 19.00 น. แพทย์คนเดิมก็กลับมาแล้วประเมินว่าน้องกายน่าจะมีปัญหาทางประสาทจึงโทรศัพท์ไปเรียกพยาบาลมารุมล้อมตัวน้องกายจับมัดแขน มัดขา ใส่สายอ๊อกซิเจนต่อสายยางเข้าปากและจมูก น้องกายเจ็บจึงแสดงอาการต่อต้าน แต่ถูกพยาบาลเอาผ้าอุดปากและจมูกของเด็ก น้องกายพยายามดิ้นทุรนทุรายขอความช่วยเหลือแต่พยาบาลก็ไม่หยุด จนน้องกายช็อคหมดสติในที่สุด
หลังจากนั้น นางพยาบาลวัดความดันของน้องกายและกันตนให้ออกมา ตนจึงได้แอบดูลูกอยู่ตลอดเวลาด้วยความเป็นห่วงและเห็นลูกมองมาที่ตนและเรียกหาแม่ พร้อมทั้งพยายามยื่นมือมาหาตน หลังจากนั้น น้องกายหมดสติอีกครั้ง จึงถูกนำตัวไปห้องไอซียู ต่อมา พยาบาลแจ้งว่าน้องกายเสียชีวิตแล้วเพราะติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง จากการชันสูตรพลิกศพพบว่าน้องกายไส้ติ่งแตกทำให้เสียชีวิต
หลังจากที่ทางโรงพยาบาลทราบข่าวว่าตนมาร้องมูลนิธิปวีณา ได้มีนางพยาบาลคนดังกล่าวโทรศัพท์มาขอโทษ ขณะที่ ผอ.โรงพยาบาลโทรศัพท์เข้ามาหาตนเช่นกันโดยบอกว่าไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นและพยายามนัดไกล่เกลี่ย แต่ตนไม่ยอมจึงเข้าร้องนางปวีณาเพื่อขอความเป็นธรรมให้แก่บุตรชายซึ่งทางมูลนิธิฯ ประสานไปยัง ผกก.สภ.เมืองพิจิตรและ นพ.เรวัตร วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

อ้างอิงข่าวจากข่าวสดออนไลน์

จากเหตุการณ์ข้างต้นพยาบาลใช้หลักจริยธรรมขั้นที่ 5 หลักการทำตามสัญญาสังคมซึ่งเป็นขั้นที่เน้นความสำคัญของมาตรฐานทางจริธรรมที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและสมควรปฎิบัติโดยพิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิซึ่งกันและกันในขั้นนี้สิ่งถูกผิดจะขึ้นอยู่กับค่านิยมและความคิดเห็นของแต่ละบุคคล
นางสาวนิตยา จันทมาตร รหัสนักศึกษา 561410020-8 นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่2

Jiyapa Suwattana กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชาจริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
นางสาวจิญาภา สุวัทฒนะ รหัส 561410010-5
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2

เหตุการณ์ : พยาบาลสาวขับรถกลับบ้าน ช่วยชีวิตหนุ่มขี่จยย.ถูกชนอย่างแรงอาการสาหัส

เวลาประมาณ 23.30 น. วันที่ 8 ธ.ค. บริเวณหน้าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด ร้อยเวรสภ.เมืองตราด ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์มีผู้บาดเจ็บสาหัส 1 ราย หลังรับแจ้ง จึงเดินทางไปที่เกิดเหตุ พร้อมกับประสานไปยังเจ้าหน้าที่กู้ภัยตราดและรถกู้ชีพโรงพยาบาลกรุงเทพตราดให้เดินทางมารับผู้บาดเจ็บ

ที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บเป็นชายอายุประมาณ20-25ปี อยู่ในสภาพนอนคว่ำหน้าเลือดเต็มปาก แขนและขาหัก โดยมีพยาบาลโรงพยาบาลตราด ที่กำลังขับรถเดินทางกลับบ้านผ่านมาพบเหตุการณ์พอดี ได้จอดรถและลงมาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและประเมินอาการเบื้องต้น ก่อนที่รถกู้ชีพโรงพยาบาลกรุงเทพตราดจะเดินทางมาถึงแล้วรับตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลตราด

จากเหตุการณ์ดังกล่าว : พยาบาลท่านนี้ได้ใช้ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก
ระดับที่ 3 ระดับจริยธรรมตามหลักการด้วยวิจารณญาณ หรือ ระดับเหนือกฎเกณฑ์สังคม
ขั้นที่ 6 หลักการคุณธรรมสากล คือ เป็นขั้นที่แต่ละบุคคลเลือกที่จะปฎิบัติตามหลักการทางจริยธรรมด้วยตัวของตัวเอง เป็นหลักการเพื่อมนุษยธรรม เพื่อความเสมอภาคในสิทธิมนุษยชน พยาบาลท่านนี้ได้เข้าให้การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุขณะที่กำลังจะเดินทางกลับบ้าน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ด้วยความสำนึกที่มีต่อจรรยาบรรณวิชาชีพและสวมชุดสีขาวนั้น ทำให้พยาบาลท่านนี้ตัดสินใจที่จะช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุอย่างไม่รอช้า

แหล่งข้างอิง : http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE9EQTRPVEUxTlE9PQ==

วิไล สิทธิจันทร์ กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชาจริยศาสตร์ และ กฎหมายวิชาชีพ
นางสาว วิไล สิทธิจันทร์ 561410093-8
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2
คนไข้คนนี้เล่าว่า ตอนหลังรู้ตัวดีขึ้น แต่บางคืนรู้สึกเจ็บปวดมาก หายใจก็ยากลำบากมาก ตอนนั้นมีความรู้สึกว่าอยากจะหยุดหายใจไปเลย จะได้หมดทุกข์เสียที ในช่วงนั้นรู้สึกว่าการตายนั้นง่ายกว่าการมีชีวิตอยู่ แต่ใจหนึ่งก็นึกถึงพยาบาลผู้นั้นว่าหากเธอมาพบว่าเตียงเขาว่างเปล่า จะรู้สึกเสียใจแค่ไหน จะโทษว่าตัวเองบกพร่องหรือไม่ ก็เลยคิดว่าขอให้ได้ล่ำลาพยาบาลคนนั้นเสียก่อน จะบอกเธอว่าหากผมตายไป ก็ไม่ใช่ความผิดของคุณ คุณทำดีที่สุดแล้ว คิดได้เช่นนี้ก็พยายามอดทนหายใจต่อไป ครั้นถึงเช้าอาการดีขึ้น พอพยาบาลคนนั้นมา เขาก็ลืมล่ำลาเธอ พอกลางคืนอาการของเขาก็ทรุดลงอีก ก็พยายามอยู่จนถึงเช้าเพื่อลาพยาบาล แล้วก็ลืมทุกที เป็นอย่างนี้อยู่อาทิตย์หนึ่ง จนอาการดีขึ้นและหายเป็นปกติ ชนิดที่เกือบเรียกได้ว่าปาฏิหาริย์
จากเหตุการณ์ที่ได้กล่าวมา พยาบาลใช้หลักจริยธรรมขั้นที่ 5 คือมีหลักศิลธรรม ความเมตตาและความกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
แหล่งที่มา https://sites.google.com

sujira saraphol กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1
นางสาวสุจิรา สาระผล รหัสนักศึกษา 561410098-3 นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2
เจ้าสาวพยาบาล กำลังแต่งหน้าเตรียมถ่ายรูปงานแต่งงานกับเจ้าบ่าว ประสบเหตุผู้ป่วยโรคหัวใจหมดสติหน้าร้านถ่ายรูปเวดดิ้ง เข้าช่วยเหลือปั๊มหัวใจกู้ชีวิตได้สำเร็จ
ข้อความระบุว่า ขณะที่นางสาวณัฐวดี เมืองใจ อายุ 25 ปี หรือน้องนัท พยาบาลสาวประจำห้องอายุรกรรมหญิง 2 โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กำลังแต่งหน้าเตรียมจะถ่ายรูปเวดดิ้งกับเจ้าบ่าว ภายในร้านเวดดิ้ง อำเภอเมืองเชียงราย ประสบเหตุผู้ป่วยโรคหัวใจหมดสติล้มลงหน้าร้าน จึงได้ออกมาช่วยเหลือปั๊มหัวใจจนผู้ป่วยหายใจปกติ ก่อนที่รถพยาบาลจะนำส่งโรงพยาบาลได้สำเร็จ โดยขณะนั้นคิดแต่เพียงต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยสำนึกในจรรยาบรรณ
มีรายงานว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ถูกส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ แพทย์ช่วยเหลือและดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนหลายโรค และได้เสียชีวิตลงเมื่อวานนี้
ที่มา http://news.bugaboo.tv/watch
พยาบาลสาวใช้หลักจริยธรรมขั้นที่ 5 หลักสัญญาสังคม เนื่องจาก แม้ว่าตนเองไม่ได้อยู่ในขณะปฎิบัติหน้าที่ก็ยังช่วยเหลือผู้ป่วยโดยคิดแต่เพียงว่าให้ผู้ป่วยรอดชีวิต และสึกนึกในจรรณยาบรรณวิชาชีพอยู่เสมอ

intuorn kruthawong กล่าวว่า...

ใบงานที่1 : ใบงานวิชาจริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
น.ส.อินทุอร ครุธวงษ์ 561410067-7

พยาบาลให้กรุ๊ปเลือดคนป่วยผิด เปิดเผยเมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 14 มิ.ย. ร.ต.อ.ธัญชนะวุฒิ อุปทอง พงส. สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ อ.เมืองเชียงใหม่ รับแจ้งจากแพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่มีผู้เสียชีวิต จึงรุดไปสอบสวนพบศพนายอินถา ดีโลก อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 56 หมู่ 6 ต.แม่ทะลบ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ จากการร่วมชันสูตรกับแพทย์ทราบประวัติว่านายอินถา ถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลฝาง จ.เชียงใหม่ ญาติแจ้งแพทย์และพยาบาลให้เลือดผู้ป่วยผิดกรุ๊ปเกิดอาการช็อก ส่งตัวมารักษาต่อโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่แล้วเสียชีวิตในห้องฉุกเฉิน สอบสวนแล้วพนักงานสอบสวนส่งศพไปให้แพทย์ภาควิชานิติเวช ผ่าชันสูตรหาสาเหตุการตาย

ต่อมาเวลา 11.00 น.วันที่ 15 มิ.ย. นายณณัฐรัชต์ ฟองมาลา อายุ 32 ปี ลูกเขยผู้ตายอยู่บ้านเลขที่ 22/2 หมู่ 4 ต.แม่ทะลบ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยญาติเดินทางมาที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่เพื่อฟังผลการผ่าชันสูตรพลิกศพและขอรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด นายณณัฐรัชต์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. พ่อตามีอาการปวดหลังอย่างรุนแรงญาติพาไปส่งที่โรงพยาบาลฝาง แพทย์เอกซเรย์พบว่ามีกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทจึงเข้าผ่าตัด จากนั้นพ่อตามานอนพักฟื้นที่ห้องไอซียู ผ่าตัดเสียเลือดไปมากพยาบาลต้องให้เลือดตลอดเวลา

นายณณัฐรัชต์เปิดเผยอีกว่า นายอินถามีเลือดกรุ๊ปโอ แต่เลือดที่พยาบาลนำมาเติมให้นั้นเป็นกรุ๊ปบี เมื่อเติมเลือดใหม่ผิดกรุ๊ปเข้าไป ทำให้นายอินถาไม่รู้สึกตัว จึงรีบย้ายมารักษาต่อที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่แต่ไม่ทันช็อกเสียชีวิต ขณะเดียวกันผลผ่าการชันสูตรศพของแพทย์ระบุว่า นายอินถาเสียชีวิตเนื่องจากเลือดไม่เข้ากัน ทางญาติขอรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด ส่วนจะเอาผิดกับพยาบาลของโรงพยาบาลฝางและผู้เกี่ยวข้องหรือไม่ ขอปรึกษาญาติกันก่อน เพราะไม่อยากจะให้เกิดขึ้นกับคนไข้รายอื่นขอเป็นรายสุดท้าย

นพ.วิชญ์ สิริโรจน์พร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฝาง เปิดเผยว่า ยืนยันว่าขั้นตอนในการผ่าตัดไม่มีผิดพลาด หลังผ่าตัดผู้ป่วยเสียเลือดไปมาก จึงขอบริจาคจากลูกผู้ป่วยเป็นกรุ๊ปบี ส่วนผู้ป่วยเลือดกรุ๊ปโอ ด้วยความเร่งรีบของ จนท.แล็บเห็นว่าเป็นนามสกุลเดียวกัน มาเบิกเลือดไปใช้จึงมอบไปช่วยผู้ป่วย จนท.ตรวจสอบว่าผิดพลาดก็เร่งรีบแก้ไข แต่ไม่ทันการณ์ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะนี้ประสานการช่วยเหลือเบื้องต้นไปแล้ว

ไทยรัฐออนไลน์

จากเหตุการณ์ : ระดับที่ 3 ระดับจริยธรรมตามหลักการด้วยวิจารณญาณ หรือระดับเหนือกฎเกณฑ์สังคม (Post - Conventional Level)
ขั้นที่ 5 สัญญาสังคมหรือหลักการทำตามคำมั่นสัญญา (Social Contract Orientation) โดยพิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของบุคคลก่อนที่จะใช้เป็นมาตรฐานทางจริยธรรม ได้ใช้ความคิดและเหตุผลเปรียบเทียบว่าสิ่งไหนผิดและสิ่งไหนถูก ในขั้นนี้การ “ถูก” และ “ผิด” ขึ้นอยู่กับค่านิยมและความคิดเห็นของบุคคลแต่ละบุคคล แม้ว่าจะเห็นความสำคัญของสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างบุคคล แต่เปิดให้มีการแก้ไข โดยคำนึงถึงประโยชน์และสถานการณ์แวดล้อมในขณะนั้น

รัตนาวดี วินทะชัย กล่าวว่า...

ใบงานที่1
วิชาจริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
นางสาวรัตนาวดี วินทะชัย 561410090-5
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่2

เลือดผิดกรุ๊ป ทำคนไข้ตาย
พยาบาลชุ่ยเติมกรุ๊ปเลือดให้คนป่วยผิด ญาติสงสัยส่งผู้ป่วยเข้ารักษาโรคกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท หมอผ่าตัดนอนพักฟื้นในห้องไอซียู โรงพยาบาลฝาง จ.เชียงใหม่ พยาบาลดูแลเติมกรุ๊ปเลือดผิดจนผู้ป่วยนอนนิ่ง ญาติต้องย้ายโรงพยาบาลรักษาแต่ไม่ทันช็อกตาย ผลชันสูตรแพทย์ระบุเสียชีวิตเลือดไม่เข้ากัน ขณะที่ ผอ.โรงพยาบาลฝาง ออกมายอมรับเจ้าหน้าที่ผิดพลาดเร่งหาทางช่วยเหลือ
นายณณัฐรัชต์เปิดเผยอีกว่า นายอินถามีเลือดกรุ๊ปโอ แต่เลือดที่พยาบาลนำมาเติมให้นั้นเป็นกรุ๊ปบี เมื่อเติมเลือดใหม่ผิดกรุ๊ปเข้าไป ทำให้นายอินถาไม่รู้สึกตัว จึงรีบย้ายมารักษาต่อที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่แต่ไม่ทันช็อกเสียชีวิต ขณะเดียวกันผลผ่าการชันสูตรศพของแพทย์ระบุว่า นายอินถาเสียชีวิตเนื่องจากเลือดไม่เข้ากัน ทางญาติขอรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด ส่วนจะเอาผิดกับพยาบาลของโรงพยาบาลฝางและผู้เกี่ยวข้องหรือไม่ ขอปรึกษาญาติกันก่อน เพราะไม่อยากจะให้เกิดขึ้นกับคนไข้รายอื่นขอเป็นรายสุดท้าย

จากเหตุการณ์การข้างต้นพยาบาลคนนี้ได้ทำผิด
ริยธรรมตามหลักการด้วยวิจารณญาณ หรือระดับเหนือกฎเกณฑ์สังคม (Post-conventional Level) พัฒนาการ ทางจริยธรรมระดับนี้ เป็นหลักจริยธรรมของผู้มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ผู้ทำหรือผู้แสดงพฤติกรรมได้พยายามที่จะ ตีความหมายของ หลักการและมาตรฐานทาง จริยธรรมด้วยวิจารณญาณ ก่อนที่จะยึดถือเป็นหลักฐานของความประพฤติที่จะปฏิบัติตาม การตัดสิน "ถูก" "ผิด" "ไม่ควร" มาจากวิจารณญาณของตนเอง ปราศจากอิทธิพลของผู้มีอำนาจหรือกลุ่มที่ตนเป็นสมาชิก กฎเกณฑ์ – กฎหมาย ควรจะตั้งบนหลักความยุติธรรม และเป็นที่ยอมรับของสมาชิกของสังคมที่ตนเป็นสมาชิก เกิดการตัดสินใจๆผิดๆถูกๆและไม่ตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนจะตัดสินใจลงมือทำหรือช่วยเหลือผู้อื่นจึงก่อให้ผู้อื่นเสียชีวิตได้

รัตนาวดี วินทะชัย กล่าวว่า...

ใบงานที่1
วิชาจริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
นางสาวรัตนาวดี วินทะชัย 561410090-5
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่2

เลือดผิดกรุ๊ป ทำคนไข้ตาย
พยาบาลชุ่ยเติมกรุ๊ปเลือดให้คนป่วยผิด ญาติสงสัยส่งผู้ป่วยเข้ารักษาโรคกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท หมอผ่าตัดนอนพักฟื้นในห้องไอซียู โรงพยาบาลฝาง จ.เชียงใหม่ พยาบาลดูแลเติมกรุ๊ปเลือดผิดจนผู้ป่วยนอนนิ่ง ญาติต้องย้ายโรงพยาบาลรักษาแต่ไม่ทันช็อกตาย ผลชันสูตรแพทย์ระบุเสียชีวิตเลือดไม่เข้ากัน ขณะที่ ผอ.โรงพยาบาลฝาง ออกมายอมรับเจ้าหน้าที่ผิดพลาดเร่งหาทางช่วยเหลือ
นายณณัฐรัชต์เปิดเผยอีกว่า นายอินถามีเลือดกรุ๊ปโอ แต่เลือดที่พยาบาลนำมาเติมให้นั้นเป็นกรุ๊ปบี เมื่อเติมเลือดใหม่ผิดกรุ๊ปเข้าไป ทำให้นายอินถาไม่รู้สึกตัว จึงรีบย้ายมารักษาต่อที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่แต่ไม่ทันช็อกเสียชีวิต ขณะเดียวกันผลผ่าการชันสูตรศพของแพทย์ระบุว่า นายอินถาเสียชีวิตเนื่องจากเลือดไม่เข้ากัน ทางญาติขอรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด ส่วนจะเอาผิดกับพยาบาลของโรงพยาบาลฝางและผู้เกี่ยวข้องหรือไม่ ขอปรึกษาญาติกันก่อน เพราะไม่อยากจะให้เกิดขึ้นกับคนไข้รายอื่นขอเป็นรายสุดท้าย

จากเหตุการณ์การข้างต้นพยาบาลคนนี้ได้ทำผิด
ริยธรรมตามหลักการด้วยวิจารณญาณ หรือระดับเหนือกฎเกณฑ์สังคม (Post-conventional Level) พัฒนาการ ทางจริยธรรมระดับนี้ เป็นหลักจริยธรรมของผู้มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ผู้ทำหรือผู้แสดงพฤติกรรมได้พยายามที่จะ ตีความหมายของ หลักการและมาตรฐานทาง จริยธรรมด้วยวิจารณญาณ ก่อนที่จะยึดถือเป็นหลักฐานของความประพฤติที่จะปฏิบัติตาม การตัดสิน "ถูก" "ผิด" "ไม่ควร" มาจากวิจารณญาณของตนเอง ปราศจากอิทธิพลของผู้มีอำนาจหรือกลุ่มที่ตนเป็นสมาชิก กฎเกณฑ์ – กฎหมาย ควรจะตั้งบนหลักความยุติธรรม และเป็นที่ยอมรับของสมาชิกของสังคมที่ตนเป็นสมาชิก เกิดการตัดสินใจๆผิดๆถูกๆและไม่ตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนจะตัดสินใจลงมือทำหรือช่วยเหลือผู้อื่นจึงก่อให้ผู้อื่นเสียชีวิตได้

Kedsirin Madwiswd "Gopgap GGFB" กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 รายวิชา จริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
นางสาวเกษศิรินทร์ มาตรวิเศษ รหัสนักศึกษา 561410007-1 นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2
ญาติพ่อเฒ่าวัย 62 ร้อง!! พาเข้ารักษาโรคปวดหลัง หลังเข้าผ่าตัดเกิดหมดสติ นำตัวส่งเข้าโรงพยาบาลในเมืองและเสียชีวิต ชันสูตรศพพบให้เลือดผิดกรุ๊ป
ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งร้องเรียนจาก ญาติของ นายอินถา มีการปวดหลังอย่างรุนแรง จึงได้นำตัวส่งที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ แพทย์ดำเนินการเอ็กซเรย์และวินิจฉัยโรคแล้วพบว่า มีอาการกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท จำเป็นต้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน หลังจากเข้ารับการผ่าตัดก็ยังคงต้องนอนพักฟื้น นายอินถา มีอาการเสียเลือดมาจากการผ่าตัด ประกอบกับทางโรงพยาบาลดังกล่าวมีเลือดไม่พอ พยาบาลจึงนำเอาเลือดกรุ๊ปบีมาเติมให้ ทั้งที่ นายอินถา มีเลือดกรุ๊ปโอ ทำให้เกิดอาการหมดสติ ต้องนำตัวส่งเข้ารักษาต่อที่โรงพยาบาลในเมืองเชียงใหม่ และช็อกเสียชีวิตเมื่อช่วงค่ำ วันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา แพทย์ชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิต พบว่าเลือดไม่เข้ากรุ๊ปกันอย่างไรก็ตาม ทางสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับรายงานกรณีดังกล่าวแล้ว พร้อมกับตั้งคณะกรรมสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ขณะที่ทางด้านโรงพยาบาลที่รับ นายอินถา เข้ารับรักษาเบื้องต้น ได้ยอมรับความผิดพลาดและขอรับผิดชอบกับกรณีดังกล่าว เนื่องจากความเร่งรีบและเห็นว่าลูกของผู้ป่วยให้การสนับสนุนบริจาคเลือด แม้จะมีกรุ๊ปเลือดที่ต่างกัน กรุ๊ปโอ กับ กรุ๊ปบี จนเป็นเหตุทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตทั้งนี้ ทางญาติของ นายอินถา ได้ขอรับศพไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด และอาจจะเอาผิดดำเนินคดีกับทางโรงพยาบาลดังกล่าว จากสถานการณ์ข้างต้นพยาบาลใช้หลักจริยธรรมขั้นที่ 4 กฎและระเบียบของสังคม เพราะพยาบาลต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนเอง แต่พยาบาลไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดว่ากรุ๊ปเลือดของผู้ป่วยเป็นกรุ๊ปอะไร จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ให้เลือดผิดกรุ๊ปผู้ป่วยจึงหมดสติและช็อกเสียชีวิตได้ สถานการณ์ อ้างอิงจาก http://news.sanook.com/1191775/

Kedsirin Madwiswd "Gopgap GGFB" กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 รายวิชา จริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
นางสาวเกษศิรินทร์ มาตรวิเศษ รหัสนักศึกษา 561410007-1 นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2
ญาติพ่อเฒ่าวัย 62 ร้อง!! พาเข้ารักษาโรคปวดหลัง หลังเข้าผ่าตัดเกิดหมดสติ นำตัวส่งเข้าโรงพยาบาลในเมืองและเสียชีวิต ชันสูตรศพพบให้เลือดผิดกรุ๊ป
ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งร้องเรียนจาก ญาติของ นายอินถา มีการปวดหลังอย่างรุนแรง จึงได้นำตัวส่งที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ แพทย์ดำเนินการเอ็กซเรย์และวินิจฉัยโรคแล้วพบว่า มีอาการกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท จำเป็นต้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน หลังจากเข้ารับการผ่าตัดก็ยังคงต้องนอนพักฟื้น นายอินถา มีอาการเสียเลือดมาจากการผ่าตัด ประกอบกับทางโรงพยาบาลดังกล่าวมีเลือดไม่พอ พยาบาลจึงนำเอาเลือดกรุ๊ปบีมาเติมให้ ทั้งที่ นายอินถา มีเลือดกรุ๊ปโอ ทำให้เกิดอาการหมดสติ ต้องนำตัวส่งเข้ารักษาต่อที่โรงพยาบาลในเมืองเชียงใหม่ และช็อกเสียชีวิตเมื่อช่วงค่ำ วันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา แพทย์ชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิต พบว่าเลือดไม่เข้ากรุ๊ปกันอย่างไรก็ตาม ทางสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับรายงานกรณีดังกล่าวแล้ว พร้อมกับตั้งคณะกรรมสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ขณะที่ทางด้านโรงพยาบาลที่รับ นายอินถา เข้ารับรักษาเบื้องต้น ได้ยอมรับความผิดพลาดและขอรับผิดชอบกับกรณีดังกล่าว เนื่องจากความเร่งรีบและเห็นว่าลูกของผู้ป่วยให้การสนับสนุนบริจาคเลือด แม้จะมีกรุ๊ปเลือดที่ต่างกัน กรุ๊ปโอ กับ กรุ๊ปบี จนเป็นเหตุทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตทั้งนี้ ทางญาติของ นายอินถา ได้ขอรับศพไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด และอาจจะเอาผิดดำเนินคดีกับทางโรงพยาบาลดังกล่าว จากสถานการณ์ข้างต้นพยาบาลใช้หลักจริยธรรมขั้นที่ 4 กฎและระเบียบของสังคม เพราะพยาบาลต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนเอง แต่พยาบาลไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดว่ากรุ๊ปเลือดของผู้ป่วยเป็นกรุ๊ปอะไร จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ให้เลือดผิดกรุ๊ปผู้ป่วยจึงหมดสติและช็อกเสียชีวิตได้ สถานการณ์ อ้างอิงจาก http://news.sanook.com/1191775/

พัชรินทร์ แซ่เอียว กล่าวว่า...

นางสาวพัชรินทร์ แซ่เอียว รหัสนักศึกษา 561410033-6 ลำดับที่30 นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่2

ญาติของนายอินถา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.57ที่ผ่านมา นายอินถา มีการปวดหลังอย่างรุนแรง จึงได้นำตัวส่งที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ แพทย์ดำเนินการเอ็กซเรย์และวินิจฉัยโรคแล้วพบว่า มีอาการกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท จำเป็นต้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน

หลังจากเข้ารับการผ่าตัดก็ยังคงต้องนอนพักฟื้น นายอินถา มีอาการเสียเลือดมาจากการผ่าตัด ประกอบกับทางโรงพยาบาลดังกล่าวมีเลือดไม่พอ พยาบาลจึงนำเอาเลือดกรุ๊ปบีมาเติมให้ ทั้งที่ นายอินถา มีเลือดกรุ๊ปโอ ทำให้เกิดอาการหมดสติ ต้องนำตัวส่งเข้ารักษาต่อที่โรงพยาบาลในเมืองเชียงใหม่ และช็อกเสียชีวิตเมื่อช่วงค่ำ วันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา แพยท์ชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิต พบว่าเลือดไม่เข้ากรุ๊ปกัน

อย่างไรก็ตาม ทางสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับรายงานกรณีดังกล่าวแล้ว พร้อมกับตั้งคณะกรรมสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ขณะที่ทางด้านโรงพยาบาลที่รับ นายอินถา เข้ารับรักษาเบื้องต้น ได้ยอมรับความผิดพลาดและขอรับผิดชอบกับกรณีดังกล่าว เนื่องจากความเร่งรีบและเห็นว่าลูกของผู้ป่วยให้การสนับสนุนบริจาคเลือด แม้จะมีกรุ๊ปเลือดที่ต่างกัน กรุ๊ปโอ กับ กรุ๊ปบี จนเป็นเหตุทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

จากสถานการณ์ดังกล่าว พยาบาลใช้หลักจริยธรรมขั้นที่1การเชื่อฟังและการลงโทษ พฤติกรรมที่ดีเมื่อทำแล้สจะได้คำชม พฤติกรรมที่ไม่ดีเมื่อทำแล้วจะถูกลงโทษ เพราะในเมื่อตัวของพยาบาลเองได้ทราบอยู่แล้วว่าจากการตรวจหมู่เลือดจากห้องปฏิบัติการว่าผู่ป่วยมีเลือดกรุ๊ปโอ จากคำสั่งแพทย์ว่าให้เลือดกรุ๊ปโอ แต่พยาบาลยังนำเอาเลือดกรุ๊ปบีมาเติมให้จึงถูกลงโทษโทษฐานประมาทด้วยการสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป

อ้างอิง http://news.sanook.com/1191775/

สิเรียม นิรันสวย กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชาจริยศาสตร์ และ กฎหมายวิชาชีพ
นางสาว สิเรียม นิรันสวย รหัส 561410050-9
คณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2

"ลี่ เจิ้งหัว หญิงสาวชาวจีนวัย 24 ปี ถูกกล่าวหาว่าเป็นมนุษย์กินคน หลังพยาบาลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของจีน เห็นนางลี่กำลังพยายามกัดกินส่วนแขนของทารก ซึ่งเป็นลูกที่หล่อนเพิ่งให้กำเนิดออกมาเอง
โดยนางพยาบาลเล่าว่า เธอเห็นนางลี่ฝังเขี้ยวลงบนส่วนมือและแขนของทารก จนเลือดสดๆ ไหลอาบแขนของเด็ก เธอจึงกดออดฉุกเฉินและพยายามยื้อแย่งเด็กจากมือของนางลี่ แต่หล่อนยังกัดแขนเด็กไม่ยอมปล่อยจนแพทย์ต้องเข้ามาช่วย โดยใช้สิ่งของใกล้มือมางัดปากของนางลี่ไม่ให้กัดทารกลึกไปกว่านี้
"มันเป็นเหตุการณ์ที่สุดช็อกจริงๆ แขนของเด็กได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่ใช่แค่รอยช้ำแต่มันเป็นบาดแผลลึกจากรอยกัด หมอต้องเอาอะไรมาง้างปากของหล่อนออก ก่อนให้ยากล่อมประสาทและส่งเด็กไปรักษาในที่ที่ปลอดภัยแล้ว" โฆษกของโรงพยาบาล กล่าว
ทั้งนี้่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาสืบสวนเรื่องราวดังกล่าว และเจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลก็พยายามตรวจอาการของนางลี่ว่ามีอาการทางโรคจิตประสาทหรือไม่ ก่อนตัดสินใจว่าจะส่งเด็กกลับให้แม่เด็กหรือไม่ "


อ้างอิงจากข่าวสดออนไลน์


จากการวิเคราะห์สถานการณ์ข้างต้นพบว่า พยาบาลใช้จริยธรรมขั้นที่ 5และขั้นที่ 6 คือ มีหลักศิลธรรม มีความเมตตา และหลักการคุณธรรมสากล (Universal Ethical Principle Orientation)เนื่องจากพยาบาลปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือเด็กอย่างเต็มที่และช่วยเหลือเด็กให้ปลอดภัย


นางสาว สิเรียม นิรันสวย รหัส 561410050-9

ณัฐพงศ์ ทานาลาด กล่าวว่า...

.ใบงานที่ 1
รายวิชา จริยศาสตร์และกฎหมายวิชีพ
นาย ณัฐพงศ์ ทานาลาด 561410068-8
ณ อำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ได้เกิดเหตุยิงกันกลางวงไฮโล เนื่องจาก นายสาม (ผู้ก่อเหตุ)เสียพนันให้กลับเจ้ามื้อ และ นายสามได้ขอเงินคืนแต่เจ้ามือปฏิเสธ นายสามจึงได้นำอาวุธมากลาดยิงกลางวงไฮโลกว่า 30 นัด แล้วหลบหนีไป หลังจากเหตุการณ์นี้ พบชายหญิงได้รับบาดเจ็บจำนวน 10 คน สาหัส 5 คน เสียชีวิต 1 คน ต่อมาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่ง รพ.ชุมชน และได้รับการช่วยเหลือ และ การปฐมพบาล จากทีมแพทย์และพยาบาล ทั้งที่ขึ้นเวรอยู่บวอร์ด และ พยาบาลที่ไม่ได้ขึ้นเวรเมื่อทราบข่าวก็ได้เข้ามาช่วยเหลือทั้งที่เป็นเวลาหยุดของตนเอง
จาก สถาการณ์ข้างต้น พยาบาลใช้หลักจริยธรรมขั้นที่ 5 สัญญาสังคมหรือหลักการทำตามคำมั่นสัญญา (Social Contract Orientation) บุคคลจะมีเหตุผลในการเลือกกระทำโดยคำนึงถึงประโยชน์ของคนหมู่มาก ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น สามารถควบคุมตนเองได้ เคารพการตัดสินใจที่จะกระทำด้วยตนเอง ไม่ถูกควบคุมจากบุคคลอื่น เห็นส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยความเต็มใจ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชาจริยศาสตร์ และ กฎหมายวิชาชีพ
นางสาว สิเรียม นิรันสวย รหัส 561410050-9
คณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2

"ลี่ เจิ้งหัว หญิงสาวชาวจีนวัย 24 ปี ถูกกล่าวหาว่าเป็นมนุษย์กินคน หลังพยาบาลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของจีน เห็นนางลี่กำลังพยายามกัดกินส่วนแขนของทารก ซึ่งเป็นลูกที่หล่อนเพิ่งให้กำเนิดออกมาเอง
โดยนางพยาบาลเล่าว่า เธอเห็นนางลี่ฝังเขี้ยวลงบนส่วนมือและแขนของทารก จนเลือดสดๆ ไหลอาบแขนของเด็ก เธอจึงกดออดฉุกเฉินและพยายามยื้อแย่งเด็กจากมือของนางลี่ แต่หล่อนยังกัดแขนเด็กไม่ยอมปล่อยจนแพทย์ต้องเข้ามาช่วย โดยใช้สิ่งของใกล้มือมางัดปากของนางลี่ไม่ให้กัดทารกลึกไปกว่านี้
"มันเป็นเหตุการณ์ที่สุดช็อกจริงๆ แขนของเด็กได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่ใช่แค่รอยช้ำแต่มันเป็นบาดแผลลึกจากรอยกัด หมอต้องเอาอะไรมาง้างปากของหล่อนออก ก่อนให้ยากล่อมประสาทและส่งเด็กไปรักษาในที่ที่ปลอดภัยแล้ว" โฆษกของโรงพยาบาล กล่าว
ทั้งนี้่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาสืบสวนเรื่องราวดังกล่าว และเจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลก็พยายามตรวจอาการของนางลี่ว่ามีอาการทางโรคจิตประสาทหรือไม่ ก่อนตัดสินใจว่าจะส่งเด็กกลับให้แม่เด็กหรือไม่"


อ้างอิงจากข่าวสดออนไลน์


จากการวิเคราะห์สถานการณ์ข้างต้นพบว่า พยาบาลใช้จริยธรรมขั้นที่ 5และขั้นที่ 6 คือ มีหลักศิลธรรม มีความเมตตา และหลักการคุณธรรมสากล (Universal Ethical Principle Orientation)เนื่องจากพยาบาลปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือเด็กอย่างเต็มที่และช่วยเหลือเด็กให้ปลอดภัย


นางสาว สิเรียม นิรันสวย รหัส 561410050-9

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

.ใบงานที่ 1
รายวิชา จริยศาสตร์และกฎหมายวิชีพ
นางสาว อภิญญา รัญระนา 561410058-7
ขณะที่ น.ส.ณัฐวดี เจ้าสาวคนหนึ่งซึ่งมีอาชีพเป็นพยาบาล กำลังแต่งหน้าอยู่ที่ร้านเสริมสวยเพราะกำลังจะไปถ่ายภาพก่อนพิธีแต่งงานของเธอ แต่ช่วงนั้นได้มีเหตุชายคนหนึ่งซึ่งไม่ได้เป็นญาติกัน ล้มอยู่ที่หน้าร้านด้วยอาการโรคหัวใจล้มเหลว ซึ่งด้วยความเป็นพยาบาล เจ้าสาวคนดังกล่าวจึงรีบวิ่งออกไปช่วยเหลือด้วยการปั๊มหัวใจตามวิธีการของพยาบาล จนในที่สุดหัวใจชายคนดังกล่าวก็กลับมาเต้นอีกครั้ง ก่อนที่ทั้งหมดจะช่วยกันพาชายคนนั้นส่งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์”
ด้าน น.ส.ณัฐวดี พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ประจำตึกอายุรกรรมหญิง 2 กล่าวว่า ในสถานการณ์นั้นตนในฐานะที่เป็นพยาบาลวิชาชีพก็ต้องรีบวิ่งออกไปช่วยทันที โดยไม่คิดสิ่งใด แม้ว่ากำลังแต่งหน้าอยู่ ส่วนว่าที่เจ้าบ่าวของตน คือ นายภานุพงษ์ อภิชัย อายุ 27 ปี ก็วิ่งเข้าไปช่วยเหลือเช่นกัน อาการขณะนั้นคือหัวใจไม่เต้น จึงรีบปั๊มหัวใจนานหลายนาที จนหัวใจกลับมาเต้นอีกครั้ง และรีบนำส่งโรงพยาบาล แต่น่าเสียใจที่อาการทรุดหนัก ทางทีมแพทย์-พยาบาลที่เข้าเวรได้พยายามรักษา แต่เนื่องจากมีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้ว จึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา
จากเหตุการณ์ข้างต้น พยาบาลใช้จริยธรรมขั้นที่ 5 สัญญาทางสังคม (Social Contract or Utility and Individual Right) ไม่ริดรอนสิทธิของผู้อื่น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตนและช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อมีโอกาส เช่น การช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยความเต็มใจ

Yuradar Noisri กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชาจริยศาสตร์ และ กฎหมายวิชาชีพ
นางสาว ยุรดา น้อยศรี รหัส 561410075-8
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2

ณ โรงพยาบาลภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นภาพของ "เพ็ญลักขณา ขำเลิศ" พยาบาลวิชาชีพที่ประจำอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้อยู่ในยูนิฟอร์มสีขาวของสาวพยาบาล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เธอละทิ้งหน้าที่ เพราะเธอบอกว่า หน้าที่ของเธอไม่ใช่แค่การดูแลผู้ป่วยตามเตียงในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่เธอยังอุทิศตัวเองให้กับเตียงผู้ป่วยนับร้อยนับพันหลังคาเรือนในอำเภอภาชี ในฐานะ "พยาบาลไร้หมวก"

เพ็ญลักขณา บอกว่า การเป็นพยาบาลไม่จำเป็นต้องมีเครื่องแบบ หากแต่ "หัวใจ" ต่างหาก คือสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นพยาบาลที่แท้จริง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม เพ็ญลักขณา หรือ พี่ติ๋ง จึงมักจะเลือกลงพื้นที่ไปดูแลผู้ป่วยใน 60 หมู่บ้านในอำเภอภาชี มากกว่าการทำงานอยู่ในโรงพยาบาลภาชี เพราะจะได้เห็นกับตาตัวเองว่า คนไข้กินอยู่อย่างไร และทำไมหลายคนจึงไม่หายจากโรคเสียที แม้ว่าตัวเธอเองก็กำลังทนทุกข์ทรมานจากการเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งต้องได้รับการเยียวยาไม่ต่างจากคนไข้รายอื่น ๆ ที่เธอรับผิดชอบอยู่ แต่พี่ติ๋งกลับมองว่า นี่ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะมาทำให้เธอย่อหย่อนต่อหน้าที่การงานได้

"ที่พี่ทำทุกวันนี้ทำเพื่อคนไข้ ไม่ได้ทำเพื่อตอบสนองนโยบายเอาเงินมาแลกกับงาน งานที่พี่ทำคืองานที่ทำเพื่อแลกกับคน แลกกับชีวิตมนุษย์ เราต้องเป็นผู้ให้ อย่าเป็นผู้รับ เวลาที่เราเป็นข้าราชการ เราต้องนึกเสมอว่า จะทำอย่างไรที่จะมีโอกาส "ให้" ให้ประชาชนมีความสุข ให้คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยเขาพ้นทุกข์ได้ มันไม่มีอะไรมากนอกจากการให้"

...สิ่งที่พี่เพ็ญลักขณากำลังทำอยู่ใช่ไหม? ที่เขาเรียกว่า ทุ่มเททั้งกายและใจให้กับเพื่อนมนุษย์
จากเหตุการณ์ที่ได้กล่าวมา พยาบาลใช้หลักจริยธรรมขั้นที่ 6 หลักการทางจริยธรรมที่เป็นสากล เนื่องพยาบาลปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเต็มใจ อุทิศตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น โดยไม่หวังผลประโยชน์ใดๆ ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในชุดยูนิฟอร์มสีขาวของพยาบาลก็ตามแต่ ก็มิได้ละทิ้งหน้าที่ ที่จะดูแลผู้ป่วยและติดตามดูแลอย่างเสมอเสมอ ตระหนักนึกถึงคุณค่าและสิทธิ์ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
อ้างอิง www.hilight.kapook.com/view/65376

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชาจริยศาสตร์ และ กฎหมายวิชาชีพ
นางสาว ชลิตา จันทวงษ์ 561410015-0
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2

ขอนแก่น-ร้องพยาบาลวินิจฉัยโรคผิดพลาด
ชาวบ้านถูกงูพิษกัด ญาติรีบนำส่งโรงพยาบาล แต่พยาบาลกลับวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะ ล่าสุดอาการหนักถึงขั้นโคม่า

ผู้ป่วยรายนี้คือ นายวทัญญู เกตมาลา อายุ 20 ปี ถูกงูกัดขณะไปหาปลากลางทุ่งนา เมื่อช่วงดึกของวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนจะมีอาการแน่นหน้าอก ชาตามใบหน้า ญาติจึงนำส่งโรงพยาบาลพล อำเภอพล แต่กลับถูกพยาบาลวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะ และ ให้ยาแก้ปวดมาทาน เมื่อกลับมาถึงบ้านอาการยิ่งกำเริบหนักขึ้น จึงมาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง ก็พบพยาบาลคนเดิม แต่กลับให้นอนรอบนเตียงเป็นเวลานาน พร้อมแจ้งว่าแพทย์สั่งให้แอดมิด และตลอดระยะเวลาที่รอ พยาบาลไม่ได้มาตรวจดูอาการแต่อย่างใด กระทั่ง 09.00 น.ของวันรุ่งขึ้น แพทย์มาตรวจอาการ ระบุว่านายวทัญญู ถูกงูชนิดร้ายแรงฉก จึงเร่งฉีดเซรุ่มพร้อมเครื่องช่วยหายใจ และ นำส่งต่อโรงพยาบาลขอนแก่นทันที

ซึ่งขณะนี้อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ต้องใช้เครื่องออกซิเจนในการช่วยหายใจตลอดเวลา โดยแพทย์ลงความเห็นว่าผู้ป่วยมีภาวะการหายใจล้มเหลว ซึ่งล่าสุดทางญาติได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อใช้เป็นหลักฐานร้องเรียนยังหน่วยงานเกี่ยวข้องกับกรณีที่เกิดขึ้น

สำหรับงูที่กัด ทราบว่าเป็นงูทับสมิงคลา คนอีสานจะเรียกว่างูธรรมทาน ซึ่งเป็นงูมีพิษร้ายแรงชนิดหนึ่ง งูชนิดนี้จะออกหากินเวลากลางคืน ชอบอาศัยอยู่ตามป่าใกล้ลำน้ำ


จากเหตุการณ์ที่ได้กล่าวมา พยาบาลใช้หลักจริยธรรมขั้นที่ 1 การเชื่อฟังและการลงโทษ เนื่องจากพยาบาลละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของตน ให้ผู้ป่วยนอนรอและพยาบาลไม่ได้มาตรวจเช็คดูอาการแต่อย่างใด ไม่ตระหนักถึงคุณค่าและสิทธิ์ของชีวิตผู้ป่วย

Yuradar Noisri กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชาจริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
นางสาวpยุรดา น้อยศรี 561410075-8
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2


ณ โรงพยาบาลภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นภาพของ "เพ็ญลักขณา ขำเลิศ" พยาบาลวิชาชีพที่ประจำอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้อยู่ในยูนิฟอร์มสีขาวของสาวพยาบาล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เธอละทิ้งหน้าที่ เพราะเธอบอกว่า หน้าที่ของเธอไม่ใช่แค่การดูแลผู้ป่วยตามเตียงในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่เธอยังอุทิศตัวเองให้กับเตียงผู้ป่วยนับร้อยนับพันหลังคาเรือนในอำเภอภาชี ในฐานะ "พยาบาลไร้หมวก"

เพ็ญลักขณา บอกว่า การเป็นพยาบาลไม่จำเป็นต้องมีเครื่องแบบ หากแต่ "หัวใจ" ต่างหาก คือสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นพยาบาลที่แท้จริง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม เพ็ญลักขณา หรือ พี่ติ๋ง จึงมักจะเลือกลงพื้นที่ไปดูแลผู้ป่วยใน 60 หมู่บ้านในอำเภอภาชี มากกว่าการทำงานอยู่ในโรงพยาบาลภาชี เพราะจะได้เห็นกับตาตัวเองว่า คนไข้กินอยู่อย่างไร และทำไมหลายคนจึงไม่หายจากโรคเสียที แม้ว่าตัวเธอเองก็กำลังทนทุกข์ทรมานจากการเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งต้องได้รับการเยียวยาไม่ต่างจากคนไข้รายอื่น ๆ ที่เธอรับผิดชอบอยู่ แต่พี่ติ๋งกลับมองว่า นี่ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะมาทำให้เธอย่อหย่อนต่อหน้าที่การงานได้

"ที่พี่ทำทุกวันนี้ทำเพื่อคนไข้ ไม่ได้ทำเพื่อตอบสนองนโยบายเอาเงินมาแลกกับงาน งานที่พี่ทำคืองานที่ทำเพื่อแลกกับคน แลกกับชีวิตมนุษย์ เราต้องเป็นผู้ให้ อย่าเป็นผู้รับ เวลาที่เราเป็นข้าราชการ เราต้องนึกเสมอว่า จะทำอย่างไรที่จะมีโอกาส "ให้" ให้ประชาชนมีความสุข ให้คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยเขาพ้นทุกข์ได้ มันไม่มีอะไรมากนอกจากการให้"

...สิ่งที่พี่เพ็ญลักขณากำลังทำอยู่ใช่ไหม? ที่เขาเรียกว่า ทุ่มเททั้งกายและใจให้กับเพื่อนมนุษย์
จากเหตุการณ์ที่ได้กล่าวมา พยาบาลใช้หลักจริยธรรมขั้นที่ 6 หลักการทางจริยธรรมที่เป็นสากล เนื่องพยาบาลปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเต็มใจ อุทิศตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น โดยไม่หวังผลประโยชน์ใดๆ ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในชุดยูนิฟอร์มสีขาวของพยาบาลก็ตามแต่ ก็มิได้ละทิ้งหน้าที่ ที่จะดูแลผู้ป่วยและติดตามดูแลอย่างเสมอเสมอ ตระหนักนึกถึงคุณค่าและสิทธิ์ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
อ้างอิง www.hilight.kapook.com/view/65376

พรพิรุณ จันบัวลา กล่าวว่า...

ใบงานที่1 วิชาจริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
นางสาว พรพิรุณ จันบัวลา 561410032-5

ผู้ป่วยท่านหนึ่งนับถือศาสนาอิสลาม และได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งซึ่งห้องที่เธออยู่เป็นห้องรวมมีผู้ป่วยประมาณ 14 เตียง จนกระทั่งวันหนึ่งเธอรักษาตัวจนดีขึ้นและสามารถลุกลงจากเตียงได้ เธอได้ลงจากเตียงแล้วทำการนมัสการต่อพระเจ้า (นมาซ) ที่ข้างเตียงของตัวเอง และในขณะนั้นมีพยาบาลผู้ให้การดูแลเข้ามาเห็นเข้า เธอห้ามผู้ป่วยไม่ให้ปฏิบัติเช่นนั้น เพราะในห้องนั้นมีผู้ป่วยอยู่รวมหลายคน ผู้ป่วยไม่ควรทำอะไรแปลกไปจากคนอื่นๆ ผู้ป่วยจึงให้เหตุผลว่าการนมัสการต่อพระเจ้าของเธอไม่ได้ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่นแต่อย่างไร เธอควรมีสิทธิตามความเชื่อทางศาสนาและเธอก็ควรนมัสการพระเจ้าตามแบบของเธอได้

จากสถานการณ์พยาบาควรใช้จริยธรรมขั้นที่ 6พยาบาลควรให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามความเชื่อของตัวเองซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายรัฐธรรมนูญได้บัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพไว้ว่า สิทธิในการนับถือศาสนา คนไทยทุกคนมีสิทธินับถือศาสนาอะไรก็ได้ที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่นับถือศาสนาใดเลยก็ได้ และมีสิทธิประกอบพิธีตามหลักศาสนาที่ตนนับถือได้จากสถานการณ์จะเห็นได้ว่าการขาดความตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนของผู้ป่วยที่พึงได้รับนั้นสำคัญยิ่ง ตามหลักจรรยาบรรณสำหรับพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติ เช่น พยาบาลพึงให้การพยาบาลแก่มนุษย์ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีและความแตกต่างของแต่ละบุคคล โดยไม่จำกัดในเรื่องสถานภาพทางสังคมเศรษฐกิจ คุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้ป่วย หริสภาพของปัญหาทางด้านสุขภาพอนามัยของผู้ป่วย

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชาจริยศาสตร์ และ กฎหมายวิชาชีพ
นางสาวรัติกาล เมืองชมภู
รหัสนักศึกษา 561410086-4
ชั้นปีที่ 2

น้องแนน พรชนก ภมรพล นักศึกษาพยาบาลปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เธอไปพบเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น ได้เกิดมีมอเตอร์ไซค์แหกโค้ง ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 1 สาหัส 2 ด้วยความคิดที่ว่าทำอย่างไรถึงให้คนเจ็บรอดชีวิต เธอจึงใช้ความรู้ปี 1 ที่เรียนมายื้อชีวิตผู้ประสบอุบัติเหตุไว้ได้
เธอทำการปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิต ถ้าเกิดเธอมาช้าไป ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ ขณะที่เธอปั๊มก็ตรวจชีพจรไปด้วย จนในที่สุดผู้บาดเจ็บก็รู้สึกตัว ไอโดยมีเลือดออกมาด้วย ท่ามกลางเสียงชื่นชมของชาวบ้านที่มุงดูอยู่
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น เธอก็ไม่ได้ข่าวผู้รับบาดเจ็บอีกเลย จนได้พูดคุยกับแม่ผู้บาดเจ็บ แล้วก็ได้รู้ว่าว่าปลอดภัยดี น้ำตาเธอถึงกับไหล

จากสถานการณ์ น้องแนน พรชนก ภมรพล นักศึกษาพยาบาลปีที่ 1 ได้ใช้จริยธรรมขั้นที่ 5 และจริยธรรมขั้นที่ 6 คือ เน้นความสำคัญของมาตรฐานทางจริยธรรมที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องสมควรปฏิบัติตาม โดยพิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิซึ่งกันและกัน ในขั้นนี้สิ่ง ถูก-ผิด จะขึ้นอยู่กับค่านิยมและความคิดเห็นของแต่ละบุคคล และ แต่ละบุคคลเลือกที่จะปฏิบัติตามหลักการทางจริยธรรมด้วยตัวของมันเอง และเมื่อเลือกแล้วก็ปฏิบัติอย่างคงเส้นคงวา เป็นหลักการเพื่อมนุษยธรรม เพื่อความเสมอภาคในสิทธิมนุษยชน และเพื่อความยุติธรรมของมนุษย์ทุกคน
เนื่องจากเธอใช้ความรู้ปี 1 ที่เรียนมายื้อชีวิตผู้ประสบอุบัติเหตุไว้ได้ เธอทำการปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิต ถ้าเกิดเธอมาช้าไป ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ ขณะที่เธอปั๊มก็ตรวจชีพจรไปด้วย จนในที่สุดผู้บาดเจ็บก็รู้สึกตัว ไอโดยมีเลือดออกมาด้วย ท่ามกลางเสียงชื่นชมของชาวบ้านที่มุงดูอยู่ หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น เธอก็ไม่ได้ข่าวผู้รับบาดเจ็บอีกเลย จนได้พูดคุยกับแม่ผู้บาดเจ็บ แล้วก็ได้รู้ว่าว่าปลอดภัยดี น้ำตาเธอถึงกับไหล

bootsakorn palasook กล่าวว่า...

นางสาวบุษกร พละสุข รหัสนักศึกษา 561410025-3 เลขที่ 23
จากประสบการณ์การขึ้นฝึกประสบการณ์ วันนั้นได้รับหมอบหมายให้ทำหน้าที่พิเศษ คือ เจาะ DTX ก่อนที่จะไปเจาะให้ผู้ป่วยได้ทำการตรวจดูชื่อของผู้ป่วย เตียง และได้บอกผู้ป่วยว่า “หนูเป็นนักศึกษาฝึกงานจากวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย หนูได้รับหน้าที่ให้มาเจาะเลือด เพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยนะค่ะ” หลังจากนั้น ก็ไปเตรียมอุปกรณ์ให้ครบ โดยหลักสะอาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อเข้าสู่ผู้ป่วย จากนั้น ก็นำอุปกรณ์ไปที่เตียงผู้ป่วย ทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง หลังจากนั้น 15 วินาที ผลตรวจ บอกว่าระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ปกติ จึงรายงานผลให้ผู้ป่วยทราบ ว่าระดับน้ำตาลของผู้ป่วยอยู่ในเกณฑ์ปกติ สีหน้าผู้ป่วยยิ้มแย้มและพูดคุยอย่างมีความสุขจากนั้นก็ขอบคุณผู้ป่วยและนำอุปกรณ์ไปเก็บให้เรียบร้อย
เหตุผลเชิงจริยธรรมที่ใช้ การพิทักษ์สิทธิ์ , ความซื่อสัตย์ โดย เตรียมอุปกรณ์โดยหลักสะอาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อเข้าสู่ผู้ป่วย และ การพูดความจริง โดย รายงานผลให้ผู้ป่วยทราบ ว่าระดับน้ำตาลของผู้ป่วยอยู่ในเกณฑ์ปกติ

Natthaporn nooaoy กล่าวว่า...

หญิงตั้งครรภ์รายหนึ่งเคยมีสามีมาแล้ว 1 คนได้หย่าร้างกันและได้แต่งงานมีสามีใหม่ อยู่กินกันได้ระยะหนึ่งจนกระทั่งได้ตั้งครรภ์และได้มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งและได้มีการเจาะเลือดเพื่อหาเชื้อHIV ผลเลือดที่ตรวจได้ปรากฏว่าหญิงตั้งครรภ์รายนี้ได้มีการติดเชื้อเอดส์ สอบถามจากหญิงตั้งครรภ์ทราบว่าได้ติดมาจากสามีคนเก่าและสามีใหม่ก็ไม่เคยทราบว่าตนเองติดเชื้อเอดส์ หญิงตั้งครรภ์ได้ขอร้องพยาบาลประจำตึกไม่ให้แจ้งเรื่องนี้ให้สามีและญาติของตนทราบ เนื่องจากสามีของตนต้องการที่จะมีลูกและทางพ่อแม่ของตนก็ต้องการมีหลานเช่นกัน จึงไม่อยากให้มารับรู้อะไรตอนนี้และได้บอกกับพยาบาลประจำตึกว่า ตนเองจะขอเป็นคนบอกเรื่องนี้ให้ครอบครัวทราบด้วยตัวเอง
= ใช้หลักจริยธรรมขัั้นที่6 หลักการทางจริยธรรมที่เป็นสากล ตระหนักถึงสิทธิของบุคคล และเห็นคุณค่าในความเป็นมนุษย์ ที่ไม่ผิดหลักจริยธรรม อีกทั้งยังถือเป็นจรรยาบรรณทางวิชาชีพปกปิดความรับผู้ป่วย ตามเจรตนารมของผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยพร้อมและถึงเวลาผู้ป่วยจะบอกเอง

นางสาวณัฐพร สุโพธิ์ 561410094-9

อรอนงค์ เพชรมงคลกุล กล่าวว่า...

ขอนแก่น-ร้องพยาบาลวินิจฉัยโรคผิดพลาด
ชาวบ้านถูกงูพิษกัด ญาติรีบนำส่งโรงพยาบาล แต่พยาบาลกลับวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะ ล่าสุดอาการหนักถึงขั้นโคม่า
ผู้ป่วยรายนี้คือ นายวทัญญู เกตมาลา อายุ 20 ปี ถูกงูกัดขณะไปหาปลากลางทุ่งนา เมื่อช่วงดึกของวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนจะมีอาการแน่นหน้าอก ชาตามใบหน้า ญาติจึงนำส่งโรงพยาบาลพล อำเภอพล แต่กลับถูกพยาบาลวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะ และ ให้ยาแก้ปวดมาทาน เมื่อกลับมาถึงบ้านอาการยิ่งกำเริบหนักขึ้น จึงมาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง ก็พบพยาบาลคนเดิม แต่กลับให้นอนรอบนเตียงเป็นเวลานาน พร้อมแจ้งว่าแพทย์สั่งให้แอดมิด และตลอดระยะเวลาที่รอ พยาบาลไม่ได้มาตรวจดูอาการแต่อย่างใด กระทั่ง 09.00 น.ของวันรุ่งขึ้น แพทย์มาตรวจอาการ ระบุว่านายวทัญญู ถูกงูชนิดร้ายแรงฉก จึงเร่งฉีดเซรุ่มพร้อมเครื่องช่วยหายใจ และ นำส่งต่อโรงพยาบาลขอนแก่นทันที ซึ่งขณะนี้อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ต้องใช้เครื่องออกซิเจนในการช่วยหายใจตลอดเวลา โดยแพทย์ลงความเห็นว่าผู้ป่วยมีภาวะการหายใจล้มเหลว ซึ่งล่าสุดทางญาติได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อใช้เป็นหลักฐานร้องเรียนยังหน่วยงานเกี่ยวข้องกับกรณีที่เกิดขึ้น
สำหรับงูที่กัด ทราบว่าเป็นงูทับสมิงคลา คนอีสานจะเรียกว่างูธรรมทาน ซึ่งเป็นงูมีพิษร้ายแรงชนิดหนึ่ง งูชนิดนี้จะออกหากินเวลากลางคืน ชอบอาศัยอยู่ตามป่าใกล้ลำน้ำ
จากเหตุการณ์ข้างต้น
พยาบาลใช้ จริยธรรมขั้นที่ 5 หลักการทำตามสัญญาสังคมเป็นขั้นที่เน้นความสำคัญของมาตราฐานทางจริยธรรมที่คนส่วนใหญ่ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องสมควรปฏิบัติตามโดยพิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิซึ่งกันและกัน ในขั้นนี้สิ่งถูก-ผิด จะขึ้นอยู่ค่านิยมและความคิดเห็นส่วนบุคคล
นางสาว อรอรนงค์ เพชรมงคลกุล รหัสนักศึกษา 561410060-0

บุญสิตา น้อยคูณ กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1วิชา จริยศาสตร์ และ กฎหมายวิชาชีพ
นางสาว บุญสิตา น้อยคูณ 561410023-1
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2

น้องแนน น.ศ.พยาบาลสาวปี 1 ช่วยชีวิตผู้ประสบอุบัติเหตุ
ทุกๆนาทีย่อมสำคัญเสมอ 1 นาทีของหมอ กับ 1 นาทีของคนไข้ก็เท่ากัน แต่เพียงเสี้ยววินาทีนั้นอาจตัดสินความเป็นความตายเลยก็ว่าได้ อย่างในกรณีนี้
น้องแนน พรชนก ภมรพล นักศึกษาพยาบาลปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม เธอไปพบเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น ได้เกิดมีมอเตอร์ไซค์แหกโค้ง ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 1 สาหัส 2 ด้วยความคิดที่ว่าทำอย่างไรถึงให้คนเจ็บรอดชีวิต เธอจึงใช้ความรู้ปี 1 ที่เรียนมายื้อชีวิตผู้ประสบอุบัติเหตุไว้ได้
เธอทำการปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิต ถ้าเกิดเธอมาช้าไป ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ ขณะที่เธอปั๊มก็ตรวจชีพจรไปด้วย จนในที่สุดผู้บาดเจ็บก็รู้สึกตัว ไอโดยมีเลือดออกมาด้วย ท่ามกลางเสียงชื่นชมของชาวบ้านที่มุงดูอยู่
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น เธอก็ไม่ได้ข่าวผู้รับบาดเจ็บอีกเลย จนได้พูดคุยกับแม่ผู้บาดเจ็บ แล้วก็ได้รู้ว่าว่าปลอดภัยดี น้ำตาเธอถึงกับไหล

จากเหตุการณ์ข้างต้น น.ศ.พยาบาล ได้ใช้จริยธรรมขั้นที่6 ซึ่งเป็นขั้นที่แต่ละบุคคลเลือกที่จะปฏิบัติตามหลักการทางจริยธรรมด้วยตนเอง และเมื่อเลือกแล้วก็ปฏิบัติอย่างทันที เป็นหลักการเพื่อมนุษยธรรม เพื่อความเสมอภาคในสิทธิมนุษยชน และเพื่อความยุติธรรมของชีวิตมนุษย์

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

นางสาวอลิษา นารี รหัสนักศึกษา 561410062-2 นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่2
ข่าว แม่โวย หมอ-พยาบาล ปล่อยให้ลูกไส้ติ่งแตกตาย
นางสมัยกล่าวว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 11.00 น. น้องกาย อายุ 9 ปี มีอาการ ท้องเสีย อาเจียนและปวดท้องอย่างรุนแรง ตนจึงรีบพาบุตรชายไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน จ.พิจิตร แพทย์แจ้งว่าน้องกายเป็นไส้ติ่งต้องทำการผ่าตัดด่วน ทาง รพ.ยุพราชตะพานหินทำหนังสือส่งตัวให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลพิจิตรโดยให้รถ รพ. นำตัวน้องกายไปส่งที่ รพ.พิจิตร
ด้านแพทย์ที่ รพ. พิจิตร รับตัวน้องกายเข้าห้องฉุกเฉินทันที แต่ไม่ได้รักษาอะไรเลย ให้แต่น้ำเกลือเท่านั้นและบอกกับตนว่าต้องนอนดูอาการของเด็กก่อน จากนั้นพยาบาลได้นำบุตรชายไปที่ตึกเด็กเพื่อรอหมอมาตรวจนานถึคง 2-3 ชั่วโมง เมื่อแพทย์มาตรวจก็แจ้งว่าอาการอย่างนี้ไม่น่าจะเป็นไส้ติ่ง แต่น้องกายเริ่มมีอาการปวดท้องมากขึ้นและนอนดิ้นทุรนทุรายขอความช่วยเหลือจากหมอ จนทนไม่ไหวน้องกายจึงร้องบอกหมอว่า “หมอครับ ช่วยผมด้วย ผมปวดท้องจะตายแล้ว” แต่ก็ไม่มีหมอหรือพยาบาลมาดูเด็กอีกเลย น้องกายนอนดิ้นด้วยความเจ็บปวดจนเวลาประมาณ 19.00 น. แพทย์คนเดิมก็กลับมาแล้วประเมินว่าน้องกายน่าจะมีปัญหาทางประสาทจึงโทรศัพท์ไปเรียกพยาบาลมารุมล้อมตัวน้องกายจับมัดแขน มัดขา ใส่สายอ๊อกซิเจนต่อสายยางเข้าปากและจมูก น้องกายเจ็บจึงแสดงอาการต่อต้าน แต่ถูกพยาบาลเอาผ้าอุดปากและจมูกของเด็ก น้องกายพยายามดิ้นทุรนทุรายขอความช่วยเหลือแต่พยาบาลก็ไม่หยุด จนน้องกายช็อคหมดสติในที่สุด หลังจากนั้น นางพยาบาลวัดความดันของน้องกายและกันตนให้ออกมา ตนจึงได้แอบดูลูกอยู่ตลอดเวลาด้วยความเป็นห่วงและเห็นลูกมองมาที่ตนและเรียกหาแม่ พร้อมทั้งพยายามยื่นมือมาหาตน หลังจากนั้น น้องกายหมดสติอีกครั้ง จึงถูกนำตัวไปห้องไอซียู ต่อมา พยาบาลแจ้งว่าน้องกายเสียชีวิตแล้วเพราะติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง จากการชันสูตรพลิกศพพบว่าน้องกายไส้ติ่งแตกทำให้เสียชีวิต
อ้างอิงข่าว ข่าวสดออนไลน์
จากสถานการณ์ที่ได้ศึกษา ตรงกับหลักจริยธรรมในวิชาชีพในข้อต่อไปนี้
1. การไม่กระทาสิ่งที่เป็นผลร้ายต่อผู้รับบริการ (Non malefficience)
หมายถึง การกระทาที่ครอบคลุมทั้งการกระทำที่เป็นการปฏิบัติ ท่าที คำพูด สีหน้า แววตา
ที่แสดงต่อ
ในสถานการณ์นี้ พยาบาลปฏิบัติพฤติกรรมไม่เหมาะสมโดยการจับน้องมัดแขนมัดขา ใส่สายออกซิเจนต่อสายยางเข้าปากและจมูก น้องกายเจ็บจึงแสดงอาการต่อต้าน แต่ถูกพยาบาลเอาผ้าอุดปากและจมูกของเด็ก น้องกายพยายามดิ้นทุรนทุรายขอความช่วยเหลือแต่พยาบาลก็ไม่หยุด จนน้องกายช็อกหมดสติในที่สุด โดยการกระทำของพยาบาลไม่เหมาะสมที่จะทำกับเด็กอายุ 9 ปี
2. การปฏิบัติดีและเป็นประโยชน์ (Beneficence) แพทย์และพยาบาลต้องปฏิบัติการดี เช่นเดียวกับบิดา มารดา ให้การดูแลบุตร ให้การรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานถูกหลักและวิธีการ โดยถือผลดีที่เกิดขึ้นแก่ผู้รับบริการเป็นสำคัญ และผู้รับบริการเกิดความพึงพอใจ
ในเหตุการณ์นี้ แพทย์และพยาบาลกระทำไม่เหมาะสมโดยไม่มีการตรวจและพิจารณาอาการป่วยของน้องกายให้ดี แต่ประเมินทันทีว่า น้องกายมีปัญหาทางประสาท ทำให้มีการรักษาที่ผิดและทำให้ผู้รับบริการเสียงต่อการเกิดอันตราย แต่ในกรณีนี้ทำให้ผู้รับบริการเสียชีวิต

Nutsaba Saenttrana กล่าวว่า...

ใบงานที่1
นางสาวนุสบา แสนตะระนะ รหัส 561410022-0 นักศึกษาคระพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่2
พยาบาลเชียงรายว่าที่เจ้าสาว วิ่งฝ่าสายฝนช่วยชีวิตชายที่หัวใจหยุดเต้น ขณะแต่งหน้าถ่ายพรีเวดดิ้ง

ตามที่ในโลกออนไลน์ได้แชร์เรื่อง ว่าที่เจ้าสาวกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด!!!! ในขณะที่แต่งหน้าอยู่ที่ร้าน ได้เกิดมีชายเป็นโรคหัวใจล้มเหลวทรุดลงไม่หายใจ ด้วยความเป็นพยาบาล เจ้าสาวจึงวิ่งมาช่วยให้ผู้ป่วยหายใจได้อีกครั้ง สุดยอดแห่งจรรยาบรรณพยาบาลสาว พร้อมคลิปวิดีโอความยาว 2.10 นาที โดยผู้โพสต์ใช้นามว่า Jai Jai Norway ซึ่งในคลิปมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังปั๊มหัวใจชายอายุประมาณ 56 ปี รวมทั้งผู้ชายคนหนึ่งก็ช่วยในการปั๊มหัวใจ จนในที่สุดหัวใจชายดังกล่าวก็กลับมาเต้นอีกครั้ง จากคลิปดังกล่าว ทำให้พยาบาลสาวได้รับคำชื่นชมเป็นจำนวนมาก ส่วนผู้โพสต์คลิปดังกล่าว คือ นายจรัญ จันทร์ชุม อายุ 36 ปี เจ้าของร้าน ใจ๋ใจ๋ สตูดิโอ ซึ่งเป็นร้านรับถ่ายรูปและจัดงานแต่งงาน โดยกล่าวว่า คลิปดังกล่าวได้ถ่ายไว้ในวันอาทิตย์ ที่ 4 สิงหามคม และได้โพสต์คลิปดังกล่าวเวลา 23.00 น. ของคืนวันที่ 5 สิงหาคม 2556 ระหว่างที่ช่างแต่งหน้ากำลังแต่งหน้าให้กับ น.ส.ณัฐวดี เมืองใจ หรือ น้องนัท มีอาชีพเป็นพยาบาล โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อออกไปถ่ายพรีเวดดิ้ง แต่ได้ยินเสียงของคนตะโกนจากฝั่งตรงข้ามร้าน จึงออกไปดูและพบว่า มีชายล้มลง จู่ๆ น้องนัทก็วิ่งฝ่าสายฝนและข้ามถนนไปอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าไปช่วยเหลือ ทั้งที่กำลังแต่งหน้า ตนจึงวิ่งไปถ่ายคลิปเก็บเอาไว้เพราะประทับใจในตัวว่าที่เจ้าสาวคนนี้ จากนั้นก็นำไปโพสต์ เพราะอยากให้คนในสังคมได้รับรู้ในการทำความดีของน้องนัท
แหล่งข่าวอ้างอิง Sanook.com
จากเหตุการณ์ดังกล่าว : พยาบาลท่านนี้ ได้ใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม “ขั้นที่ 6 หลักการทางจริยธรรมที่เป็นสากล ขั้นนี้เป็นขั้นที่แต่ละบุคคลเลือกที่จะปฎิบัติตามหลักการทางจริยธรรมด้วยตัวของตัวเอง เป็นหลักการเพื่อมนุษยธรรม เพื่อความเสมอภาคในสิทธิมนุษยชน” คือ ได้เข้าให้การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ จากการหมดสติด้วยโรคหัวใจ โดยการปั๊มหัวใจเพื่อช่วยฟื้นคืนชีพได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าตนเองนั้นมิได้อยู่ในเครื่องแบบวิชาชีพพยาบาล แต่ด้วยความสำนึกในจรรยาบรรณวิชาชีพ จึงเข้าให้การช่วยเหลือโดยทันที

สุภิญญา มีเงิน กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิชาจริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
นางสาวสุภิญญา มีเงิน 551410051-9
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2

สมาชิกเว็บไซต์ยูทูปชื่อ Leung Phattaranateethong ได้เผยแพร่ โดยเป็นเหตุการณ์ที่ชายกู้ภัยมูลนิธิปอเต็กตึงคนหนึ่งกำลังยืนต่อว่าพยาบาลของ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งซึ่งไม่รับคนไข้เข้ารับการรักษาเนื่องจากเธออ้างว่า หมอได้ประเมินคนไข้แล้วให้ส่งไปที่โรงพยาบาลอื่น เนื่องจากมีสิทธิ์ประกันสังคมโรงพยาบาลนั้น ซึ่งต่อมาชายคนในคลิปได้ออกมาเผยถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ว่า
เรื่องของเรื่องเกิดจากคนเจ็บเมาและได้ร้องขอไปโรงพยาบาลใกล้เคียงแต่พอไปถึงพยาบาลบอก กับคนเจ็บว่าค่ารักษาเป็นพัน คนเจ็บเลยกลัวไม่มีค่ารักษาพยาบาลเลยต้องการอยากจะไปโรงพยาบาลเดชาต้นสังกัด แต่ทางโรงพยาบาลไม่มีการเช็คคนเจ็บเลยว่ามีบาดแผลตรงไหนอยู่ดีๆก็เรียกเวร เปลมาเข็นคนเจ็บออกมาจากห้องทำแผลบอกแต่ว่ามีสิทธิ์อยู่โรงพยาบาลนี้
ศึกษาจากแหล่งข่าวhttp://news.mthai.com/hot-news/369263.html

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ข้างต้นพบว่า พยาบาลใช้จริยธรรมขั้นที่ 5 คือ หลักการทำตามสัญญาสังคม เนื่์องจาก พยาบาลคนนี้คำนึงถึ
งสิทธิ์ประโยชน์ของผู้รับบริการจึงแนะนำให้ไปรักษาตัวอีกโรงพยาบาลหนึ่งที่มีสิทธิ์ประกันสังคมอยู่แต่ยังขาดจรรยาบรรณวิชาชีพ เนื่องจากเห็นคนไข้กู้ภัยนำส่ง จึงควรเข้าดูก่อน และประเมินระดับความรู้สึกตัวเบื้องต้น เกิดผลักไสให้พาคนไข้ไปแล้วเกิดเป็นอะไรระหว่างทาง คนไข้อุบัติเหตุ มีพยาธิสภาพจากการกระทบกระแทกหรือเปล่าก็น่าจะเข้าไปประเมินก่อน

รัชนีกรณ์ ไชยสงค์ กล่าวว่า...

ใบงานที่1 รายวิชา จริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพ
น.ส.รัชนีกรณ์ ไชยสงค์
รหัส 561410039-2
ญาติพ่อเฒ่าวัย 62 ร้อง!! พาเข้ารักษาโรคปวดหลัง หลังเข้าผ่าตัดเกิดหมดสติ นำตัวส่งเข้าโรงพยาบาลในเมืองและเสียชีวิต ชันสูตรศพพบให้เลือดผิดกรุ๊ป
เมื่อวานนี้ (15 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งร้องเรียนจาก ญาติของ นายอินถา อายุ 62 ปี ซึ่งเสียชีวิตหลังเข้ารับการรักษาอาการกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท แต่ทางโรงพยาบาลได้ให้เลือดผิดกรุ๊ปแก่ผู้ป่วย จนเกิดอาการช็อกหมดสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ญาติของนายอินถา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา นายอินถา มีการปวดหลังอย่างรุนแรง จึงได้นำตัวส่งที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ แพทย์ดำเนินการเอ็กซเรย์และวินิจฉัยโรคแล้วพบว่า มีอาการกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท จำเป็นต้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน
หลังจากเข้ารับการผ่าตัดก็ยังคงต้องนอนพักฟื้น นายอินถา มีอาการเสียเลือดมาจากการผ่าตัด ประกอบกับทางโรงพยาบาลดังกล่าวมีเลือดไม่พอ พยาบาลจึงนำเอาเลือดกรุ๊ปบีมาเติมให้ ทั้งที่ นายอินถา มีเลือดกรุ๊ปโอ ทำให้เกิดอาการหมดสติ ต้องนำตัวส่งเข้ารักษาต่อที่โรงพยาบาลในเมืองเชียงใหม่ และช็อกเสียชีวิตเมื่อช่วงค่ำ วันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา แพยท์ชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิต พบว่าเลือดไม่เข้ากรุ๊ปกัน
อย่างไรก็ตาม ทางสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับรายงานกรณีดังกล่าวแล้ว พร้อมกับตั้งคณะกรรมสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ขณะที่ทางด้านโรงพยาบาลที่รับ นายอินถา เข้ารับรักษาเบื้องต้น ได้ยอมรับความผิดพลาดและขอรับผิดชอบกับกรณีดังกล่าว เนื่องจากความเร่งรีบและเห็นว่าลูกของผู้ป่วยให้การสนับสนุนบริจาคเลือด แม้จะมีกรุ๊ปเลือดที่ต่างกัน กรุ๊ปโอ กับ กรุ๊ปบี จนเป็นเหตุทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต
ทั้งนี้ ทางญาติของ นายอินถา ได้ขอรับศพไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด และอาจจะเอาผิดดำเนินคดีกับทางโรงพยาบาลดังกล่าว นอกจากนี้ทางสาธารณสุขจังหวัดยังได้กำชับให้ทางโรงพยาบาลต้นเหตุชี้แจงและรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ภายในวันจันทร์นี้ (17 มิ.ย.)
จากเหตุการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นพยาบาลได้ทำตามหลักจริยธรรมขั้นที่ 1 หลีกเลี่ยงการลงโทษและการเชื่อฟังเพื่อให้ได้รางวัล คือเชื่อฟังลูกสาวถึงแม้ว่าเลือดที่ให้เป็นกร๊ปที่แตกต่างกัน จนเป็นเหตุทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ใบงานที่1วิชาจริยศาสตรืและกฎหมายทางวิชาชีพ
นางสาว พีรดา หมู่เที่ยง
รหัส 561410077-0
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่2

นายชัยถูนำตัวส่งโรงพยาบาลตัวอาการปวดหัวอย่างรุนแรงและได้ชักหกล้มหมดสติเมื่อเข้ารับการรักษา แพทย์ได้ทำการตรวจร่างกายพบว่านายชัยได้ป่ายเป็นโรคมะเร็งสมอง มีก้อนที่สมองขนาด 2 เซนติเมตร พยาบาลได้แจ้งให้ญาติทราบแต่ยังไม่ได้แจ้งให้ผู้ป่วยทราบเพราะเมื่อพยาบาลได้ประเมินผู้ป่วยแล้วผู้ป่วยยังไม่พร้อมที่จะรับฟัง เพราะยังมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงอยู่พยาบาลจึงตัดสินใจยังไม่แจ้งให้ผู้ป่วยทราบ เมื่อนายชัยอาการทุเลาลงพยาบาล จึงแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับโรคมะเร็งสมองให้ข้อมูลความรู้และทางเลือกในการรักษาแพทย์ได้แนะนำให้เข้ารับการผ่าตัด นายชัยจึงตัดสินใจร่วมกับญาติเข้าทำการผ่าตัด และรักษาตัวเป็นเวลาหลายเดือน
จากเหตุการดังกล่าวพยาบาลใช้หลักจริยธรรมข้อ5 การบอกความจริง คือการที่พยาบาลบอกโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่และให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรค แนะนำทางเลือกในการรักษาให้ผู้ป่วยและญาติได้ตัดสินใจ
และจริยธรรมข้อที่ 2 การทำในสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ คือการที่พยาบาลประเมินผู้ป่วยว่าพร้อมจะรับฟังสารหรือไม่เพราะถ้าหากการที่แจ้งเรื่องร้ายแรงอาจทำให้เป็นอันตรายต่อจิตใจทำให้อาการผู้ป่วยทรุดลงมากกว่าเดิมก็ได้

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1 วิาชจริยศาสตร์ และ กฎหมายวิชาชีพ
นางสาว ภัทรานษฐ์ แสนบุตร รหัส 561410036-9
ในคดีฆาตกรรมรายหนึ่ง นายโปรเซนจิต ทำร้ายนางสาวทาเซียนา ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2512
ผู้ปกครองของนางสาวทาเซียน่าฟ้องนายแพทย์ลอเรนซ์มัวร์ ต่อศาล กล่าวหาว่า น.พ. มัวร์ จิตแพทย์ที่รักษาโรคจิตของนายโปรเซนจิตซึ่งรับทราบจากคำสารภาพของนายโปรเซนจิตว่าตัวเองอยากฆ่านางสาวทาเซียน่า แต่ น.พ.มัวร์ มิได้แจ้งเรื่องให้พ่อแม่นางสาวทาเซียน่าทราบ น.พ.มัวร์แจ้งตำรวจให้ควบคุมตัวนายโปรเซนจิตไว้ แต่แล้วก็ถูกปล่อยตัวออกมาในเมื่อเห็นว่าไม่มีอาการอะไรน่ากลัว ในสุดท้ายเมื่อนางสาวทาเซียน่ากลับมาจากประเทศบราซิล นายโปรเซนจิตก็เข้าไปในห้องของนางสาวทาเซียน่าแล้วเธอฆ่าเธอ ผู้ปกครองน.ส.ทาเซียน่าฟ้องศาลว่า น.พ.มัวร์ทราบเรื่องนี้ว่านายโปรเซนจิตจะพยายามฆ่าน.ส.ทาเซียน่า แต่กลับไม่ยอมบอกพ่อแม่ของนาวสาวทาเซียน่าก่อน ซึ่งจะได้หาทางป้องกันตัวนางสาวทาเซียน่าได้ น.พ.มัวร์ จึงมีความผิดฐานไม่บอกเรื่องร้ายแรงให้ผู้ปกครองผู้ตายทราบ น.พ.มัวร์ แก้ข้อกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้รักษานายโปรเซนจิตที่เป็นโรคจิต เขาจะเป็นต้องรักษาความลับของผู้ป่วยไม่อาจบอกให้ใครทราบได้ (อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้แจ้งให้ตำรวจทราบและนำตัวไปกักกันไว้แล้วถึง 3 วัน จึงปล่อยตัวมา)
ศาลฎีกาพิจารณาแล้วมีความเห็นเป็นสองฝ่าย 1.ศาลเห็นว่า น.พ.มัวร์มีความผิดฐานละเลยไม่แจ้งหรือเตือนผู้ปกครองนางสาวทาเซียน่าถึงอันตรายที่จะเกิดผู้ป่วยของตน ผู้รักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกจากดูแลของตนแล้วยังต้องนึกถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับคนอื่นด้วย โดยเฉพาะจริยธรรมของแพทย์ของสมาคมแพทย์อเมริกัน 2. เห็นว่าไม่ผิด เนื่องจากแพทย์ส่วนใหญ่และนักกฎหมายหลายคนให้ความเห็นว่าการไม่ยอมเปิดเผยความลับของผู้ป่วยโรคจิตมีความสำคัญมากในการรักษาผู้ป่วยประเภทนี้ ถ้าแพทย์เปิดเผยความลับออกไปจะทำให้การรักษาไม่ได้ผล เพราะครั้งต่อไปผู้ป่วยจะไม่กล้าไว้วางใจแพทย์ และจะไม่กลับมาหาแพทย์ให้รักษาต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นผู้ป่วยโรคจิตคนอื่นหากทราบว่าแพทย์มักจะเล่าความจริงส่วนตัวที่ผู้ป่วยไว้วางใจเล่าให้แก่ผู้อื่นฟังแล้ว ในที่สุดความเชื่อถือไว้วางใจแพทย์จะลดน้อยลงจนกระทั่งไม่ไว้ใจแพทย์เลย สุดท้ายสังคมนั่นแหละจะเดือดร้อนมากที่สุด
จากเหตุการณ์ข้างต้นนี้แสดงให้เห็นถึงความลำบากในการตัดสินใจกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง จะบอกพ่อแม่ของนางสาวทาเซียน่าดี หรือไม่บอกดี ถ้าบอกก็หมายความว่าเรากำลังทำผิดจริยธรรมของแพทย์และอาจไม่เป็นผลดีต่อการรักษาผู้ป่วย ถ้าไม่บอกก็อาจเกิดอันตรายต่อผู้อื่นได้ สภาพการณ์เช่นนี้เป็นสภาพการณ์ที่เรียกว่าก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก การตัดสินใจในกรณีเช่นนี้ต้องอาศัยการให้เหตุผลทางจริยธรรม ซึ่งต้องอาศัยความรู้ทางหลักการ และทฤษฏีทางจริยศาสตร์มาประกอบการให้เหตุผล รวมทั้งความเชื่อ ค่านิยมของแพทย์หรือพยาบาลผู้นั้นในขณะนั้น ซึ่งในเหตูการณ์นี้ น.พ.มัวร์ ได้ใช้หลักจริยธรรมข้อที่4 การกระทำด้วยความซื่อสัตย์ตามสัญญาวิชาชีพ โดยจะไม่เปิดเผยความลับผู้ป่วย รวมทั้งการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย

สุภาวดี ภูไทยสง กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1
นางสาวสุภาวดี ภูไทยสง 561410055-4
นักศึกษาคระพยาบาลสาสตร์ชั้นปีที่ 2

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 ก.พ. นายบุญสิน จำรัสรักษ์ อายุ 43 ปี และนางลิขิต จำรัสรักษ์ อายุ 44 ปี สองสามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 48 หมู่ 3 บ้านดินแดง ต.ดงสิงห์ อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด เข้าร้องเรียนต่อนายฉลาด ขามช่วง ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 1 ว่า เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 28 ธ.ค. ที่ผ่านมา ด.ญ.กาญจนาพร จำรัสรักษ์ อายุ 10 ปี นักเรียนชั้น ป.4 บุตรสาวของตน ได้เกิดอาการตัวร้อนและไข้สูงขณะเรียนหนังสือ ครูประจำชั้นได้นำตัวส่งสถานีอนามัยบ้านแซงแหลมพบพยาบาลวิชาชีพคนหนึ่งเป็นผู้ตรวจอาการและฉีดยาให้ 1 เข็ม ทราบว่าเป็นยาพาราเซตามอล

จากนั้นครูประจำชั้นได้มาส่งที่บ้าน โดยมีนายบุญสินมารับกลับบ้าน พบว่าลูกตัวร้อน เมื่อเช็ดตัวให้ปรากฎว่าได้กลิ่นยาฟุ้งกระจาย และลูกเกิดอาการชักกระตุก เนื้อตัว เล็บมือ เล็บเท้าเขียวคล้ำ จึงรีบนำส่งรพ.จังหาร หมอหาสาเหตุไม่ได้ และอาการน่าเป็นห่วง ทางโรงพยาบาลจึงนำส่งไปรักษาต่อที่ร.พ.ร้อยเอ็ด เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น.

โดยแพทย์นำตัวเข้ารักษาที่ห้องไอซียู และปั๊มหัวใจช่วยชีวิตอย่างเต็มที่ แต่เสียชีวิตในเวลาประมาณ 23.00 น. แพทย์ลงความเห็นว่า เสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลว ญาติๆเชื่อว่าสาเหตุเสียชีวิตน่าจะมาจากการฉีดยาที่พยาบาล จึงไปแจ้งความไว้ที่ สภ.จังหาร โดย พ.ต.ท.ญาณวุฒิ คุ้มบัวลา พงส.(สบ2) เป็นผู้รับเรื่อง

นายบุญสิน กล่าวว่า ต่อมานางรำพรรณ แสงมาลัย สาธารณสุขอำเภอจังหาร พร้อมด้วยพยาบาลสถานีอนามัยบ้านแซงแหลม ได้มาขอเจรจาอ้างว่าจะให้การช่วยเหลือตามมาตรา 41 กฎหมายส่งเสริมและประกันสุขภาพเหตุสถานพยาบาลทำให้เสียชีวิต และจะแจ้งให้ทราบภายในวันที่ 6 ม.ค. แต่เวลาล่วงเลยไปเกือบ 1 เดือนแล้วยังไม่ได้รับการติดต่อจากทางสาธารณสุขอำเภอจังหารและสถานีอนามัย บ้านแซงแหลมที่เกิดเหตุแต่อย่างใด จึงเกรงว่าเรื่องจะเงียบหายไป

ด้านนายฉลาด ได้ประสานไปยังนางรำพรรณ ทราบว่า ได้รายงานไปยังสาธารณสุขจังหวัดทราบแล้ว และได้รับคำยืนยันจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ดว่า ยินดีให้การช่วยเหลือ แต่ต้องรอผลการประชุมอนุมัติในวันที่ 6 ก.พ. ก่อน
อ้างอิง : news@mthai.com

จากสถานการณ์นี้ใช้ : ระดับที่ 2 ระดับจริยธรรมตามกฎเกณฑ์สังคม (Conventional Level)
โดยบุคคลจะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคมที่ตนเองอยู่ ตามความคาดหวังของครอบครัวและสังคม เช่นเดียวกับพยาบาลที่ผู้ป่วยเป็นไข้ จึงฉีดยาลดไข้ให้โดยไม่ได้สอบถามว่าแพ้ยาหรือไม่ จึงทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

sirikanya jinda กล่าวว่า...

นางสาวศิริกัญญา จินดา 561410048-8
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่2
วันที่ 25 ก.พ. ที่ จ.ปทุมธานี นางสมัย พิมพ์อักษร อายุ 39 ปี ชาว จ.พิจิตร เข้าร้องเรียนนางปวีณา หงสกุล ประธาน “มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี” (องค์กรสาธารณประโยชน์) ที่สำนักงาน “มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี” (องค์กรสาธารณประโยชน์) จ.ปทุมธานี เพื่อขอความช่วยเหลือและความเป็นธรรมให้แก่ ด.ช. ธนกฤต พิมพ์อักษร หรือน้องกาย อายุ 9 ปี

นางสมัยกล่าวว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 11.00 น. น้องกายมีอาการ ท้องเสีย อาเจียนและปวดท้องอย่างรุนแรง ตนจึงรีบพาบุตรชายไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน จ.พิจิตร แพทย์แจ้งว่าน้องกายเป็นไส้ติ่งต้องทำการผ่าตัดด่วน ทาง รพ.ยุพราชตะพานหินทำหนังสือส่งตัวให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลพิจิตรโดยให้รถ รพ. นำตัวน้องกายไปส่งที่ รพ.พิจิตร

ด้านแพทย์ที่ รพ. พิจิตร รับตัวน้องกายเข้าห้องฉุกเฉินทันที แต่ไม่ได้รักษาอะไรเลย ให้แต่น้ำเกลือเท่านั้นและบอกกับตนว่าต้องนอนดูอาการของเด็กก่อน จากนั้นพยาบาลได้นำบุตรชายไปที่ตึกเด็กเพื่อรอหมอมาตรวจนานถึคง 2-3 ชั่วโมง เมื่อแพทย์มาตรวจก็แจ้งว่าอาการอย่างนี้ไม่น่าจะเป็นไส้ติ่ง แต่น้องกายเริ่มมีอาการปวดท้องมากขึ้นและนอนดิ้นทุรนทุรายขอความช่วยเหลือจากหมอ จนทนไม่ไหวน้องกายจึงร้องบอกหมอว่า “หมอครับ ช่วยผมด้วย ผมปวดท้องจะตายแล้ว” แต่ก็ไม่มีหมอหรือพยาบาลมาดูเด็กอีกเลย

น้องกายนอนดิ้นด้วยความเจ็บปวดจนเวลาประมาณ 19.00 น. แพทย์คนเดิมก็กลับมาแล้วประเมินว่าน้องกายน่าจะมีปัญหาทางประสาทจึงโทรศัพท์ไปเรียกพยาบาลมารุมล้อมตัวน้องกายจับมัดแขน มัดขา ใส่สายอ๊อกซิเจนต่อสายยางเข้าปากและจมูก น้องกายเจ็บจึงแสดงอาการต่อต้าน แต่ถูกพยาบาลเอาผ้าอุดปากและจมูกของเด็ก น้องกายพยายามดิ้นทุรนทุรายขอความช่วยเหลือแต่พยาบาลก็ไม่หยุด จนน้องกายช็อคหมดสติในที่สุด

หลังจากนั้น นางพยาบาลวัดความดันของน้องกายและกันตนให้ออกมา ตนจึงได้แอบดูลูกอยู่ตลอดเวลาด้วยความเป็นห่วงและเห็นลูกมองมาที่ตนและเรียกหาแม่ พร้อมทั้งพยายามยื่นมือมาหาตน หลังจากนั้น น้องกายหมดสติอีกครั้ง จึงถูกนำตัวไปห้องไอซียู ต่อมา พยาบาลแจ้งว่าน้องกายเสียชีวิตแล้วเพราะติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง จากการชันสูตรพลิกศพพบว่าน้องกายไส้ติ่งแตกทำให้เสียชีวิต

หลังจากที่ทางโรงพยาบาลทราบข่าวว่าตนมาร้องมูลนิธิปวีณา ได้มีนางพยาบาลคนดังกล่าวโทรศัพท์มาขอโทษ ขณะที่ ผอ.โรงพยาบาลโทรศัพท์เข้ามาหาตนเช่นกันโดยบอกว่าไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นและพยายามนัดไกล่เกลี่ย แต่ตนไม่ยอมจึงเข้าร้องนางปวีณาเพื่อขอความเป็นธรรมให้แก่บุตรชายซึ่งทางมูลนิธิฯ ประสานไปยัง ผกก.สภ.เมืองพิจิตรและ นพ.เรวัตร วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

จากเหตุการณดังกล่าว พยาบาลใช้คุณธรรมข้อที่ 6โดยคำนึงความถูกต้องยุติธรรมยอมรับในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ มีอุดมคติและคุณธรรมประจำใจ มีความยืดหยุ่นและยึดหลักจริยธรรมของตนอย่างมีสติ ด้วยความยุติธรรม และคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน เคารพในความเป็นมนุษย์ของแต่ละบุคคล ละอายและเกรงกลัวต่อบาป พบในวัยผู้ใหญ่ที่มีความเจริญทางสติปัญญา
อ้างอิง http://entertainment.goosiam.com/news/html/0028738.html

Chawanat Thaiso กล่าวว่า...


วันที่ 25 ก.พ. ที่ จ.ปทุมธานี นางสมัย พิมพ์อักษร อายุ 39 ปี ชาว จ.พิจิตร เข้าร้องเรียนนางปวีณา หงสกุล ประธาน “มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี” (องค์กรสาธารณประโยชน์) ที่สำนักงาน “มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี” (องค์กรสาธารณประโยชน์) จ.ปทุมธานี เพื่อขอความช่วยเหลือและความเป็นธรรมให้แก่ ด.ช. ธนกฤต พิมพ์อักษร หรือน้องกาย อายุ 9 ปี

นางสมัยกล่าวว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 11.00 น. น้องกายมีอาการ ท้องเสีย อาเจียนและปวดท้องอย่างรุนแรง ตนจึงรีบพาบุตรชายไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน จ.พิจิตร แพทย์แจ้งว่าน้องกายเป็นไส้ติ่งต้องทำการผ่าตัดด่วน ทาง รพ.ยุพราชตะพานหินทำหนังสือส่งตัวให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลพิจิตรโดยให้รถ รพ. นำตัวน้องกายไปส่งที่ รพ.พิจิตร

ด้านแพทย์ที่ รพ. พิจิตร รับตัวน้องกายเข้าห้องฉุกเฉินทันที แต่ไม่ได้รักษาอะไรเลย ให้แต่น้ำเกลือเท่านั้นและบอกกับตนว่าต้องนอนดูอาการของเด็กก่อน จากนั้นพยาบาลได้นำบุตรชายไปที่ตึกเด็กเพื่อรอหมอมาตรวจนานถึคง 2-3 ชั่วโมง เมื่อแพทย์มาตรวจก็แจ้งว่าอาการอย่างนี้ไม่น่าจะเป็นไส้ติ่ง แต่น้องกายเริ่มมีอาการปวดท้องมากขึ้นและนอนดิ้นทุรนทุรายขอความช่วยเหลือจากหมอ จนทนไม่ไหวน้องกายจึงร้องบอกหมอว่า “หมอครับ ช่วยผมด้วย ผมปวดท้องจะตายแล้ว” แต่ก็ไม่มีหมอหรือพยาบาลมาดูเด็กอีกเลย

น้องกายนอนดิ้นด้วยความเจ็บปวดจนเวลาประมาณ 19.00 น. แพทย์คนเดิมก็กลับมาแล้วประเมินว่าน้องกายน่าจะมีปัญหาทางประสาทจึงโทรศัพท์ไปเรียกพยาบาลมารุมล้อมตัวน้องกายจับมัดแขน มัดขา ใส่สายอ๊อกซิเจนต่อสายยางเข้าปากและจมูก น้องกายเจ็บจึงแสดงอาการต่อต้าน แต่ถูกพยาบาลเอาผ้าอุดปากและจมูกของเด็ก น้องกายพยายามดิ้นทุรนทุรายขอความช่วยเหลือแต่พยาบาลก็ไม่หยุด จนน้องกายช็อคหมดสติในที่สุด

หลังจากนั้น นางพยาบาลวัดความดันของน้องกายและกันตนให้ออกมา ตนจึงได้แอบดูลูกอยู่ตลอดเวลาด้วยความเป็นห่วงและเห็นลูกมองมาที่ตนและเรียกหาแม่ พร้อมทั้งพยายามยื่นมือมาหาตน หลังจากนั้น น้องกายหมดสติอีกครั้ง จึงถูกนำตัวไปห้องไอซียู ต่อมา พยาบาลแจ้งว่าน้องกายเสียชีวิตแล้วเพราะติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง จากการชันสูตรพลิกศพพบว่าน้องกายไส้ติ่งแตกทำให้เสียชีวิต

หลังจากที่ทางโรงพยาบาลทราบข่าวว่าตนมาร้องมูลนิธิปวีณา ได้มีนางพยาบาลคนดังกล่าวโทรศัพท์มาขอโทษ ขณะที่ ผอ.โรงพยาบาลโทรศัพท์เข้ามาหาตนเช่นกันโดยบอกว่าไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นและพยายามนัดไกล่เกลี่ย แต่ตนไม่ยอมจึงเข้าร้องนางปวีณาเพื่อขอความเป็นธรรมให้แก่บุตรชายซึ่งทางมูลนิธิฯ ประสานไปยัง ผกก.สภ.เมืองพิจิตรและ นพ.เรวัตร วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่า
ระดับที่ 2 ระดับจริยธรรมตามกฏเกณฑ์สังคม
ขั้นที่ 4 กฎระเบียบ
พฤติกรรม ดังกล่าว เป็นความผิดวินัย ฐานไม่เอาใจใส่ ระมัดระวัง และประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิผู้ป่วยทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน เพราะไม่ทำตามหลักจริยธรรมและจรรณยาบรรณวิชาชีพ
เพราะว่าพยาบาลไม่ตรวจให้แน่ชัดตั้งแต่ตอนแรกที่ผู้ป่วยเข้ามา บกพร่องในหน้าที่ทำให้ใส้ติ่งแตกและทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต
นายชวนาตย์ ไทโส
561410076-9
คณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2
อ้างอิง
http://entertainment.goosiam.com/news/html/0028738.html

น.ส.วนาลี ภูวงษ์ไกร รหัส 561410091-6 กล่าวว่า...

ใบงานที่1 จริยศาสตร์ และ กฎหมายวิชาชีพ
นางสาววนาลี ภูวงษ์ไกร รหัส 561410091-6

พยาบาลสาวกำลังแต่งหน้าเตรียมถ่ายรูปงานวิวาห์ ในขณะนั้นได้มีเหตุชายคนหนึ่งล้มอยู่หน้าร้านด้วยอาการโรคหัวใจล้มเหลว ด้วยความที่เป็นพยาบาล เจ้าสาวคนดังกล่าวจึงรีบวิ่งออกไปช่วยเหลือทันที โดยการปั๊มหัวใจโดยวิธีการของพยาบาล จนในที่สุดหัวใจของชายดังกล่าวก็กลับมาเต้รอีกีรั้งก่อนที่จะมีคนนำตัวส่งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ แต่เนื่องจากชายดังกล่าวมีโรคประจำตัวอยู่แล้วจึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ทราบชื่อภายหลังว่าพยาบาลคนดังกล่าวชื่อ น.ส.ณัฐวดี เมืองใจ หรือน้องนัท อายุ 25 ปี พยาบาลประจำตึกอายุรกรรมหญิง 2 โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

จากเหตุการณ์ดังกล่าว พยาบาลใช้หลักจริยธรรมของโคลเบิร์ก ระดับที่3 ระดับจริยธรรมตามหลักการด้วยวิจารณญาณหรือระดับเหนือกฎเกณฑ์สังคม ขั้นที่6 หลักคุณธรรมสากล คือเป็นขั้นที่แต่ละบุคคลเลือกที่จะปฏิบัติตามหลักการทางจริยธรรมด้วยตนเอง เป็นหลักการเพื่อมนุษยธรรม เพื่อความเสมอภาคในสิทธิมนุษยชน คือ ได้ช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ด้ายอาการหมดสติด้วยโรคหัวใจล้มเหลว โดยทำการปั๊มหัวใจจนหัวใจกลับมาเต้นได้สำเร็จ แม้ว่าตนเองนั้นมิได้อยู่ในเครื่องแบบวิชาชีพพยาบาลก็ตาม แต่สำนึกในจรรยาบรรณวิชาชีพจึงรีบเข้าให้การช่วยเหลือทันที

อรนภา กัมปนาวราวรรณ กล่าวว่า...

ใบงานที่1
นางสาวอรนภา กัมปนาวราวรรณ 561410059-8
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่2

แม่ชาวจีนกัดแขนลูกที่พึ่งคลอดของตัวเอง"
ลี่ เจิ้งหัว หญิงสาวชาวจีนวัย 24 ปี ถูกกล่าวหาว่าเป็นมนุษย์กินคน หลังพยาบาลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของจีน เห็นนางลี่กำลังพยายามกัดกินส่วนแขนของทารก ซึ่งเป็นลูกที่หล่อนเพิ่งให้กำเนิดออกมาเอง

โดยนางพยาบาลเล่าว่า เธอเห็นนางลี่ฝังเขี้ยวลงบนส่วนมือและแขนของทารก จนเลือดสดๆ ไหลอาบแขนของเด็ก เธอจึงกดออดฉุกเฉินและพยายามยื้อแย่งเด็กจากมือของนางลี่ แต่หล่อนยังกัดแขนเด็กไม่ยอมปล่อยจนแพทย์ต้องเข้ามาช่วย โดยใช้สิ่งของใกล้มือมางัดปากของนางลี่ไม่ให้กัดทารกลึกไปกว่านี้

"มันเป็นเหตุการณ์ที่สุดช็อกจริงๆ แขนของเด็กได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่ใช่แค่รอยช้ำแต่มันเป็นบาดแผลลึกจากรอยกัด หมอต้องเอาอะไรมาง้างปากของหล่อนออก ก่อนให้ยากล่อมประสาทและส่งเด็กไปรักษาในที่ที่ปลอดภัยแล้ว" โฆษกของโรงพยาบาล กล่าว

ทั้งนี้่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาสืบสวนเรื่องราวดังกล่าว และเจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลก็พยายามตรวจอาการของนางลี่ว่ามีอาการทางโรคจิตประสาทหรือไม่ ก่อนตัดสินใจว่าจะส่งเด็กกลับให้แม่เด็กหรือไม่

จากเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในจริธรรมขั้นที่6 หลักการทางจริยธรรมที่เป็นสากล คือกระทำและปฏิบัติตามหลักจริยธรรม เคารพในสิทธิความเปนมนุษย์ เพื่อไม่ให้เค้าได้รับอันตรายมากกว่านี้
อ้างอิง.
http://news.sanook.com/1711101/

อรนภา กัมปนาวราวรรณ กล่าวว่า...

ใบงานที่1
นางสาวอรนภา กัมปนาวราวรรณ 561410059-8
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่2

แม่ชาวจีนกัดแขนลูกที่พึ่งคลอดของตัวเอง"
ลี่ เจิ้งหัว หญิงสาวชาวจีนวัย 24 ปี ถูกกล่าวหาว่าเป็นมนุษย์กินคน หลังพยาบาลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของจีน เห็นนางลี่กำลังพยายามกัดกินส่วนแขนของทารก ซึ่งเป็นลูกที่หล่อนเพิ่งให้กำเนิดออกมาเอง

โดยนางพยาบาลเล่าว่า เธอเห็นนางลี่ฝังเขี้ยวลงบนส่วนมือและแขนของทารก จนเลือดสดๆ ไหลอาบแขนของเด็ก เธอจึงกดออดฉุกเฉินและพยายามยื้อแย่งเด็กจากมือของนางลี่ แต่หล่อนยังกัดแขนเด็กไม่ยอมปล่อยจนแพทย์ต้องเข้ามาช่วย โดยใช้สิ่งของใกล้มือมางัดปากของนางลี่ไม่ให้กัดทารกลึกไปกว่านี้

"มันเป็นเหตุการณ์ที่สุดช็อกจริงๆ แขนของเด็กได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่ใช่แค่รอยช้ำแต่มันเป็นบาดแผลลึกจากรอยกัด หมอต้องเอาอะไรมาง้างปากของหล่อนออก ก่อนให้ยากล่อมประสาทและส่งเด็กไปรักษาในที่ที่ปลอดภัยแล้ว" โฆษกของโรงพยาบาล กล่าว

ทั้งนี้่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาสืบสวนเรื่องราวดังกล่าว และเจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลก็พยายามตรวจอาการของนางลี่ว่ามีอาการทางโรคจิตประสาทหรือไม่ ก่อนตัดสินใจว่าจะส่งเด็กกลับให้แม่เด็กหรือไม่

จากเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในจริธรรมขั้นที่6 หลักการทางจริยธรรมที่เป็นสากล คือกระทำและปฏิบัติตามหลักจริยธรรม เคารพในสิทธิความเปนมนุษย์ เพื่อไม่ให้เค้าได้รับอันตรายมากกว่านี้
อ้างอิง.
http://news.sanook.com/1711101/

ภัทกร กาญบรรจง กล่าวว่า...

ใบงานที่ 1

นาย ภัทกร กาญบรรจง 561410072-5
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 2

สภาการพยาบาล ยัน มือขริบจู๋เป็นพยาบาลจริง จ่อตั้งกก.สอบข้อเท็จจริง มีใบประกอบวิชาชีพ-ทำเกินหน้าที่หรือไม่ ชี้พยาบาลลงมือผ่าตัดย่อยแพทย์ต้องอยู่ด้วย ชี้หากผิดจริยธรรมจริงโทษหนักสุดถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต เลขาฯแพทยสภา รอคำวินิจฉัยคลินิกเข้าข่ายข้อยกเว้นให้พยาบาลผ่าตัดแทนแพทย์ได้หรือไม่ ระบุ หากไม่อยู่ในเกณฑ์ยกเว้นผิดมาตรฐานการรักษา โดนทั้งแพทย์-พยาบาลแน่
(24ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้ากรณีนางรัตนาพร มนัสชื้น อายุ 45 ปี มารดา ด.ช.ภานุมาศ อายุ 12 ปี เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อกระทรวงสาธารณสุข หลังพาลูกชายไปรับการรักษาฝีในปากที่คลินิกเอกชนแห่งหนึ่ง ที่เข้าร่วมในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ใน อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ แต่การรักษากลับกลายเป็นการขริบอวัยวะเพศเด็กแทน

ต่อมากระทรวงสาธารณสุขได้ส่งเจ้าหน้าที่กองการประกอบโรคศิลปะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ก่อนที่รักษาการนายกแพทยสภาจะสรุปผลเบื้องต้นว่าแพทย์ที่รักษาไม่ผิด แต่การรักษาผิดที่เกิดจากการสื่อสารผิดพลาดระหว่างแพทย์และพยาบาล โดยแพทย์เขียนวิธีการรักษาเป็นภาษาอังกฤษว่า ?Excision? ซึ่งหมายถึง ?ให้ตัดเอาออก? แต่พยาบาลเข้าใจผิดเป็นคำว่า ?Circumcision? ซึ่งหมายถึงขริบอวัยวะเพศเด็ก
ล่าสุดวันนี้(24ม.ค.)ศ.เกียรติคุณ ดร.วิจิตร ศรีสุพรรณ นายกสภาการพยาบาล กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า พยาบาลที่ทำการขริบอวัยวะเพศเด็กเป็นพยาบาลจริง ดังนั้น วันจันทร์ที่ 26 มกราคมนี้ จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าพยาบาลคนดังกล่าวมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลถูกต้องหรือไม่ และการกระทำนั้นเป็นการกระทำเกินขอบเขตของวิชาชีพการพยาบาล

จากสถานการณ์ข้างต้นพยาบาลใช้หลักจริยธรรมขั้นที่ 4 กฎและระเบียบของสังคม เพราะพยาบาล พยาบาลไม่มีบทบาทหน้าที่โดยตรงในการผ่าตัดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ และก็ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนเอง อีกทั้งพยาบาลไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดเกี่ยวกับการักษา จึงทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ สถานการณ์ อ้างอิงจาก http://news.mthai.com/hot-news/2936.html

ณัฐกาน หนองผือ กล่าวว่า...


ใบงานที่1
นายณัฐกาน หนองผือ 561410081-5
เรื่อง ขอนแก่น-ร้องพยาบาลวินิจฉัยโรคผิดพลาด
ชาวบ้านถูกงูพิษกัด ญาติรีบนำส่งโรงพยาบาล แต่พยาบาลกลับวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะ ล่าสุดอาการหนักถึงขั้นโคม่า

ผู้ป่วยรายนี้คือ นายวทัญญู เกตมาลา อายุ 20 ปี ถูกงูกัดขณะไปหาปลากลางทุ่งนา เมื่อช่วงดึกของวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนจะมีอาการแน่นหน้าอก ชาตามใบหน้า ญาติจึงนำส่งโรงพยาบาลพล อำเภอพล แต่กลับถูกพยาบาลวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะ และ ให้ยาแก้ปวดมาทาน เมื่อกลับมาถึงบ้านอาการยิ่งกำเริบหนักขึ้น จึงมาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง ก็พบพยาบาลคนเดิม แต่กลับให้นอนรอบนเตียงเป็นเวลานาน พร้อมแจ้งว่าแพทย์สั่งให้แอดมิด และตลอดระยะเวลาที่รอ พยาบาลไม่ได้มาตรวจดูอาการแต่อย่างใด กระทั่ง 09.00 น.ของวันรุ่งขึ้น แพทย์มาตรวจอาการ ระบุว่านายวทัญญู ถูกงูชนิดร้ายแรงฉก จึงเร่งฉีดเซรุ่มพร้อมเครื่องช่วยหายใจ และ นำส่งต่อโรงพยาบาลขอนแก่นทันที

ซึ่งขณะนี้อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ต้องใช้เครื่องออกซิเจนในการช่วยหายใจตลอดเวลา โดยแพทย์ลงความเห็นว่าผู้ป่วยมีภาวะการหายใจล้มเหลว ซึ่งล่าสุดทางญาติได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อใช้เป็นหลักฐานร้องเรียนยังหน่วยงานเกี่ยวข้องกับกรณีที่เกิดขึ้น

สำหรับงูที่กัด ทราบว่าเป็นงูทับสมิงคลา คนอีสานจะเรียกว่างูธรรมทาน ซึ่งเป็นงูมีพิษร้ายแรงชนิดหนึ่ง งูชนิดนี้จะออกหากินเวลากลางคืน ชอบอาศัยอยู่ตามป่าใกล้ลำน้ำ

http://goo.gl/Ryg95Q

จากเหตุการณ์ข้างต้นพยาบาลใช้ จริยธรรมขั้นที่ 5 หลักการทำตามสัญญาสังคมเป็นขั้นที่เน้นความสำคัญของมาตราฐานทางจริยธรรมที่คนส่วนใหญ่ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องสมควรปฏิบัติตามโดยพิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิซึ่งกันและกัน ในขั้นนี้สิ่งถูก-ผิด จะขึ้นอยู่ค่านิยมและความคิดเห็นส่วนบุคคล เนื่องจากบกพร่องต่อหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามกระบวนการพยาบาลจึงทำให้วินิจฉัยผิดและทำให้การรักษาผิดด้วย

รายการบล็อกของฉัน