ปรัชญาชีวิตและลีลาการทำงาน
" บุคลิกภาพของ ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ เป็นแบบเรียบง่าย ประนีประนอม ไม่ก้าวร้าว มีความอ่อนน้อมถ่อมตน และจะกล่าวชื่นชมผุ้ร่วมงานในระหว่างประชุมหรือการพบปะเจรจาในทางส่วนตัวอยุ่เสมอ เป็นผุ้ที่หาโอกาสศึกษาคน พยายามเข้าใจเหตุผล อารมณ์ความรู้สึกของคน และมีความจริงใจกับเพื่อนร่วมงาน
-เป็นผู้พยายามศึกษาวิเคราะห์และประเมินพฤติกรรมส่วนตัว
-เป็นคนใจเย็น ยอมรับความแตกต่่างของมนุษย์
-เป็นสุภาพบุรุษ มองศัตรูคือมิตรที่ยังไม่มีเวลาจับเข่าคุยกัน
-ตั้งทฤษฎีการต่อรองแบบ "การฑูตอังกฤษ" กล่าวคือ การตั้งความคาดหวังไว้ต่ำในการเริ่มเจรจา เมื่อพบคู่เจรจาที่มีความเป็นสุภาพบุรุษ ผลการเจรจาโดยวิธีการของนายแพทย์กระแสจึงมักจะสุงเกินความคาดหวัง "การบริหารงานของศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ เป็นแบบมนุษยนิยม
มุ่งเน้นเรื่องของประโยชน์-นิยม โดยเฉพาะประโยชน์นิยมต่อส่วนรวม หรือต่อส่วนใหญ่ เน้นประชาชนผู้ด้อยโอกาสตามแหล่งชุมชน หรือ แหล่งเสื่อมโทรมที่มีคุณภาพชีวิตตกต่ำในด้านเศรษฐกิจ"
จาก: Introduction to Educational Reform,SWOT and Leadership.(การบรรยายพิเศษ)
welcome for shared knowledge and experience
วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553
ผู้นำอย่าง ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์
กระแส ทรงภูมิล้ำ เลอคุณ
ชนะ อื่นหาใดดุลย์ ยิ่งแล้
วงค์ ปราชญ์โปรดเจือจุน มวลศิษย์
โอกาสทองแม่นแท้ เมื่อได้ยินยล
วิสัยทัศน์ ลึกล้น ทุกกาล
เจนจบเชี่ยวชำนาญ แกร่งกล้า
เราชาวเอกบริหาร เห็นสรรพ
หวังเป็นศิษย์เสมอหน้า นับด้วยทุกสมัย
อ้างอิงจาก.....อาจารย์ สุรัตน์ ดวงชาทม : Introduction to educational Reform
SWOT and Leadership โดย ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์
ในโอกาสบรรยายแก่นักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (สาขาบริหารการศึกษารุ่น 2)
14,21มิถุนายน , 5 กรกฎาคม 2546 ณ คณะศึกษาสาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ชนะ อื่นหาใดดุลย์ ยิ่งแล้
วงค์ ปราชญ์โปรดเจือจุน มวลศิษย์
โอกาสทองแม่นแท้ เมื่อได้ยินยล
วิสัยทัศน์ ลึกล้น ทุกกาล
เจนจบเชี่ยวชำนาญ แกร่งกล้า
เราชาวเอกบริหาร เห็นสรรพ
หวังเป็นศิษย์เสมอหน้า นับด้วยทุกสมัย
อ้างอิงจาก.....อาจารย์ สุรัตน์ ดวงชาทม : Introduction to educational Reform
SWOT and Leadership โดย ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์
ในโอกาสบรรยายแก่นักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (สาขาบริหารการศึกษารุ่น 2)
14,21มิถุนายน , 5 กรกฎาคม 2546 ณ คณะศึกษาสาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ภาวะผู้นำ -บทนำ
ผู้นำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการบริหารงานในองค์กร องค์กรจะประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลวในการดำเนินงาน ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ ผู้นำ ถ้าองค์กรใด ได้ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถสั่งการและใช้อิทธิพล ต่อผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ให้องค์การสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
ในทางตรงกันข้ามหากองค์กรใด ขาดผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ก็จะไม่สามารถสั่งการและใช้อิทธิพล ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ให้ประกอบกิจกรรมสำเร็จลุล่วงตามเป้าหายที่กำหนดไว้ได้
ดังนั้นการศึกษาแนวคิดต่าง ๆเกี่ยวกับลักษณะผู้นำ จึงเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารรงานองค์กรจะได้นำเอาไประยุกต์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อพฤติกรรมของผู้บริหาร ในลักษณะที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลต่อองค์กรให้มากที่สุด
ในทางตรงกันข้ามหากองค์กรใด ขาดผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ก็จะไม่สามารถสั่งการและใช้อิทธิพล ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ให้ประกอบกิจกรรมสำเร็จลุล่วงตามเป้าหายที่กำหนดไว้ได้
ดังนั้นการศึกษาแนวคิดต่าง ๆเกี่ยวกับลักษณะผู้นำ จึงเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารรงานองค์กรจะได้นำเอาไประยุกต์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อพฤติกรรมของผู้บริหาร ในลักษณะที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลต่อองค์กรให้มากที่สุด
วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553
การสร้างเสริมประสิทธิภาพในการบริหารงานตอนที่ 9 (Team Work)
การทำงานเป็นทีม Team Work
การทำงานให้สำเร็จขึ้นอยู่กับความสามารถสองอย่างเป็นสำคัญ คือสามารถในการใช้วิชาความรู้อย่างหนึ่ง สามารถในการประสานสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองประการนี้ต้องดำเนินคู่กันไป และจำเป็นต้องกระทำด้วยความสุจริตกาย สุจริตใจ ด้วยความคิด ความเห็นที่เป็นอิสระ ปราศจากอคติ และด้วยความถูกต้อง ตามเหตุตามผลด้วย จึงจะช่วยให้งานบรรลุจุดหมายและประโยชน์ที่พึงประสงค์โดยครบถ้วน ( พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9)
" การทำงานไม่จำเป็นต้องเป็นอัจฉริยะ ไม่จำเป็นต้องเหนือผู้อื่น แต่ขอให้ทำงานร่วมกับเขาได้ งานนั้นก็จะสำเร็จ"
การทำงานให้สำเร็จขึ้นอยู่กับความสามารถสองอย่างเป็นสำคัญ คือสามารถในการใช้วิชาความรู้อย่างหนึ่ง สามารถในการประสานสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองประการนี้ต้องดำเนินคู่กันไป และจำเป็นต้องกระทำด้วยความสุจริตกาย สุจริตใจ ด้วยความคิด ความเห็นที่เป็นอิสระ ปราศจากอคติ และด้วยความถูกต้อง ตามเหตุตามผลด้วย จึงจะช่วยให้งานบรรลุจุดหมายและประโยชน์ที่พึงประสงค์โดยครบถ้วน ( พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9)
" การทำงานไม่จำเป็นต้องเป็นอัจฉริยะ ไม่จำเป็นต้องเหนือผู้อื่น แต่ขอให้ทำงานร่วมกับเขาได้ งานนั้นก็จะสำเร็จ"
วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553
การสร้างเสริมประสิทธิภาพในการบริหารงาน ตอนที่ 8-4(แนวทางการบริหารความขัดแย้ง)
แนวทางการบริหารความขัดแย้ง
1.กระตุ้นหรือสนับสนุนให้เกิดความขัดแย้งในเชิงสร้างสรรค์์
1.1 วิธีการกระตุ้น : การประชุมกลุ่ม การสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันระหว่างบุคคลหรือระหว่างกลุ่ม การเลือกผู้บริหารให้เหมาะสม การใช้ระบบการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การใช้บุคคลภายนอกที่มีแบบแผนค่านิยมความเชื่อที่แตกต่างเข้าไปกระตุ้น หรือการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่
1.2 การทำให้เกิดสภาวะการสร้างสรรค์ในองค์กร หมายถึงการสร้างหรือก่อให้เกิดแนวความคิดหรือสิ่งใหม่ ๆขึ้นในองค์กร ทั้งระดับบุคคลและระดับองค์การ
2. การป้องกันการขัดแย้งที่มีลักษณะทำลาย ผู้บริหารควรจะได้หาทางป้องกันความขัดแย้งที่มีลักษณะทำลายไว้ก่อนที่จะสายเกินแก้ โดยใช้หลักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข หรือสาเหตุที่คาดว่าจะนำไปสูู่ความขัดแย้ง ซึ่งมีวิธีการต่าง ๆ ดังนี้
2.1 กำหนดเป้าหมายขององค์การ แผนกงานหรือกลุ่มต่างๆรวมทั้งกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของสมาชิกในองค์การให้มีความชัดเจนมากทีี่สุด
2.2 ผู้บริหารต้องเน้นให้แผนกงานหรือกลุ่มงานรับรู้ว่าองค์การนั้นมีเป้าหมายร่วมกันในการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การโดยส่วนรวม
2.3 ส่งเเสริมให้มีกิจกรรมที่สร้างสัมพันธ์และกระซับความสามัคคีระหว่างแผนกงานหรือกลุ่มงาน
2.4 ควรมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนบุคลากร ระหว่างหน่วยงานเพื่อความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
2.5 ผู้บริหารจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ
2.6 ควรมีผู้ประสานงานระหว่างกลุ่มที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี
1.กระตุ้นหรือสนับสนุนให้เกิดความขัดแย้งในเชิงสร้างสรรค์์
1.1 วิธีการกระตุ้น : การประชุมกลุ่ม การสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันระหว่างบุคคลหรือระหว่างกลุ่ม การเลือกผู้บริหารให้เหมาะสม การใช้ระบบการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การใช้บุคคลภายนอกที่มีแบบแผนค่านิยมความเชื่อที่แตกต่างเข้าไปกระตุ้น หรือการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่
1.2 การทำให้เกิดสภาวะการสร้างสรรค์ในองค์กร หมายถึงการสร้างหรือก่อให้เกิดแนวความคิดหรือสิ่งใหม่ ๆขึ้นในองค์กร ทั้งระดับบุคคลและระดับองค์การ
2. การป้องกันการขัดแย้งที่มีลักษณะทำลาย ผู้บริหารควรจะได้หาทางป้องกันความขัดแย้งที่มีลักษณะทำลายไว้ก่อนที่จะสายเกินแก้ โดยใช้หลักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข หรือสาเหตุที่คาดว่าจะนำไปสูู่ความขัดแย้ง ซึ่งมีวิธีการต่าง ๆ ดังนี้
2.1 กำหนดเป้าหมายขององค์การ แผนกงานหรือกลุ่มต่างๆรวมทั้งกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของสมาชิกในองค์การให้มีความชัดเจนมากทีี่สุด
2.2 ผู้บริหารต้องเน้นให้แผนกงานหรือกลุ่มงานรับรู้ว่าองค์การนั้นมีเป้าหมายร่วมกันในการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การโดยส่วนรวม
2.3 ส่งเเสริมให้มีกิจกรรมที่สร้างสัมพันธ์และกระซับความสามัคคีระหว่างแผนกงานหรือกลุ่มงาน
2.4 ควรมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนบุคลากร ระหว่างหน่วยงานเพื่อความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
2.5 ผู้บริหารจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ
2.6 ควรมีผู้ประสานงานระหว่างกลุ่มที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี
การสร้างเสริมประสิทธิภาพในการบริหารงาน ตอนที่ 8-3(ประเภทความขัดแย้ง)
ประเภทของความขัดแย้ง
แบ่งอออกเป็น 3 ประเภท
1.ความขัดแย้งในตัวบุคคล(intrapersonal confflict) เป็นความขัดแแย้งที่เกิดขึ้นกับตัวบุุคคลเอง
2.ความขัดแย้งระหว่างบุคคล (interpersonal conflict) เป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคล 2 คนหรือมากกว่า ซึ่งเกิดจากการที่มีค่านิยม ความเชื่อ ทัศนคติ และเป้าหมายที่ไม่สอดคล้องกัน
3. ความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม (inergroup conflict) เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคคลสองกลุ่มหรือมากกว่า ซึ่งอาจจะเป็นระหว่างแผนกในองค์การเดียวกันหรือระหว่างองค์การหรือแม้แต่ระหว่างกลุุ่มบุคคลทีนับถือศาสนาต่างกัน
แบ่งอออกเป็น 3 ประเภท
1.ความขัดแย้งในตัวบุคคล(intrapersonal confflict) เป็นความขัดแแย้งที่เกิดขึ้นกับตัวบุุคคลเอง
2.ความขัดแย้งระหว่างบุคคล (interpersonal conflict) เป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคล 2 คนหรือมากกว่า ซึ่งเกิดจากการที่มีค่านิยม ความเชื่อ ทัศนคติ และเป้าหมายที่ไม่สอดคล้องกัน
3. ความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม (inergroup conflict) เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคคลสองกลุ่มหรือมากกว่า ซึ่งอาจจะเป็นระหว่างแผนกในองค์การเดียวกันหรือระหว่างองค์การหรือแม้แต่ระหว่างกลุุ่มบุคคลทีนับถือศาสนาต่างกัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)