การทำงานเป็นทีม Team Work
การทำงานให้สำเร็จขึ้นอยู่กับความสามารถสองอย่างเป็นสำคัญ คือสามารถในการใช้วิชาความรู้อย่างหนึ่ง สามารถในการประสานสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองประการนี้ต้องดำเนินคู่กันไป และจำเป็นต้องกระทำด้วยความสุจริตกาย สุจริตใจ ด้วยความคิด ความเห็นที่เป็นอิสระ ปราศจากอคติ และด้วยความถูกต้อง ตามเหตุตามผลด้วย จึงจะช่วยให้งานบรรลุจุดหมายและประโยชน์ที่พึงประสงค์โดยครบถ้วน ( พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9)
" การทำงานไม่จำเป็นต้องเป็นอัจฉริยะ ไม่จำเป็นต้องเหนือผู้อื่น แต่ขอให้ทำงานร่วมกับเขาได้ งานนั้นก็จะสำเร็จ"
welcome for shared knowledge and experience
วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553
การสร้างเสริมประสิทธิภาพในการบริหารงาน ตอนที่ 8-4(แนวทางการบริหารความขัดแย้ง)
แนวทางการบริหารความขัดแย้ง
1.กระตุ้นหรือสนับสนุนให้เกิดความขัดแย้งในเชิงสร้างสรรค์์
1.1 วิธีการกระตุ้น : การประชุมกลุ่ม การสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันระหว่างบุคคลหรือระหว่างกลุ่ม การเลือกผู้บริหารให้เหมาะสม การใช้ระบบการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การใช้บุคคลภายนอกที่มีแบบแผนค่านิยมความเชื่อที่แตกต่างเข้าไปกระตุ้น หรือการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่
1.2 การทำให้เกิดสภาวะการสร้างสรรค์ในองค์กร หมายถึงการสร้างหรือก่อให้เกิดแนวความคิดหรือสิ่งใหม่ ๆขึ้นในองค์กร ทั้งระดับบุคคลและระดับองค์การ
2. การป้องกันการขัดแย้งที่มีลักษณะทำลาย ผู้บริหารควรจะได้หาทางป้องกันความขัดแย้งที่มีลักษณะทำลายไว้ก่อนที่จะสายเกินแก้ โดยใช้หลักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข หรือสาเหตุที่คาดว่าจะนำไปสูู่ความขัดแย้ง ซึ่งมีวิธีการต่าง ๆ ดังนี้
2.1 กำหนดเป้าหมายขององค์การ แผนกงานหรือกลุ่มต่างๆรวมทั้งกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของสมาชิกในองค์การให้มีความชัดเจนมากทีี่สุด
2.2 ผู้บริหารต้องเน้นให้แผนกงานหรือกลุ่มงานรับรู้ว่าองค์การนั้นมีเป้าหมายร่วมกันในการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การโดยส่วนรวม
2.3 ส่งเเสริมให้มีกิจกรรมที่สร้างสัมพันธ์และกระซับความสามัคคีระหว่างแผนกงานหรือกลุ่มงาน
2.4 ควรมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนบุคลากร ระหว่างหน่วยงานเพื่อความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
2.5 ผู้บริหารจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ
2.6 ควรมีผู้ประสานงานระหว่างกลุ่มที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี
1.กระตุ้นหรือสนับสนุนให้เกิดความขัดแย้งในเชิงสร้างสรรค์์
1.1 วิธีการกระตุ้น : การประชุมกลุ่ม การสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันระหว่างบุคคลหรือระหว่างกลุ่ม การเลือกผู้บริหารให้เหมาะสม การใช้ระบบการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การใช้บุคคลภายนอกที่มีแบบแผนค่านิยมความเชื่อที่แตกต่างเข้าไปกระตุ้น หรือการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่
1.2 การทำให้เกิดสภาวะการสร้างสรรค์ในองค์กร หมายถึงการสร้างหรือก่อให้เกิดแนวความคิดหรือสิ่งใหม่ ๆขึ้นในองค์กร ทั้งระดับบุคคลและระดับองค์การ
2. การป้องกันการขัดแย้งที่มีลักษณะทำลาย ผู้บริหารควรจะได้หาทางป้องกันความขัดแย้งที่มีลักษณะทำลายไว้ก่อนที่จะสายเกินแก้ โดยใช้หลักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข หรือสาเหตุที่คาดว่าจะนำไปสูู่ความขัดแย้ง ซึ่งมีวิธีการต่าง ๆ ดังนี้
2.1 กำหนดเป้าหมายขององค์การ แผนกงานหรือกลุ่มต่างๆรวมทั้งกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของสมาชิกในองค์การให้มีความชัดเจนมากทีี่สุด
2.2 ผู้บริหารต้องเน้นให้แผนกงานหรือกลุ่มงานรับรู้ว่าองค์การนั้นมีเป้าหมายร่วมกันในการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การโดยส่วนรวม
2.3 ส่งเเสริมให้มีกิจกรรมที่สร้างสัมพันธ์และกระซับความสามัคคีระหว่างแผนกงานหรือกลุ่มงาน
2.4 ควรมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนบุคลากร ระหว่างหน่วยงานเพื่อความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
2.5 ผู้บริหารจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ
2.6 ควรมีผู้ประสานงานระหว่างกลุ่มที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี
การสร้างเสริมประสิทธิภาพในการบริหารงาน ตอนที่ 8-3(ประเภทความขัดแย้ง)
ประเภทของความขัดแย้ง
แบ่งอออกเป็น 3 ประเภท
1.ความขัดแย้งในตัวบุคคล(intrapersonal confflict) เป็นความขัดแแย้งที่เกิดขึ้นกับตัวบุุคคลเอง
2.ความขัดแย้งระหว่างบุคคล (interpersonal conflict) เป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคล 2 คนหรือมากกว่า ซึ่งเกิดจากการที่มีค่านิยม ความเชื่อ ทัศนคติ และเป้าหมายที่ไม่สอดคล้องกัน
3. ความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม (inergroup conflict) เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคคลสองกลุ่มหรือมากกว่า ซึ่งอาจจะเป็นระหว่างแผนกในองค์การเดียวกันหรือระหว่างองค์การหรือแม้แต่ระหว่างกลุุ่มบุคคลทีนับถือศาสนาต่างกัน
แบ่งอออกเป็น 3 ประเภท
1.ความขัดแย้งในตัวบุคคล(intrapersonal confflict) เป็นความขัดแแย้งที่เกิดขึ้นกับตัวบุุคคลเอง
2.ความขัดแย้งระหว่างบุคคล (interpersonal conflict) เป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคล 2 คนหรือมากกว่า ซึ่งเกิดจากการที่มีค่านิยม ความเชื่อ ทัศนคติ และเป้าหมายที่ไม่สอดคล้องกัน
3. ความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม (inergroup conflict) เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคคลสองกลุ่มหรือมากกว่า ซึ่งอาจจะเป็นระหว่างแผนกในองค์การเดียวกันหรือระหว่างองค์การหรือแม้แต่ระหว่างกลุุ่มบุคคลทีนับถือศาสนาต่างกัน
วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ปัจจัยที่เสริมประสิทธิภาพในการบริหารงาน -1
ปัจจัยที่เสริมประสิทธิภาพในการบริหารงาน
1. การเสริมสร้างพลังอำนาจ (Empowerment) แรงจูงใจ (Motivation)
2. การบริหารความขัดแย้ง (Conflict mamagement)
3. การบริหารเวลา (Time management)
4. การทำงานเป็นทีม (Team Work)
1. การเสริมสร้างพลังอำนาจ (Empowerment) แรงจูงใจ (Motivation)
2. การบริหารความขัดแย้ง (Conflict mamagement)
3. การบริหารเวลา (Time management)
4. การทำงานเป็นทีม (Team Work)
บทนำการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารงาน
องค์ประกอบในการสร้างเสริมประสิทธิภาพในการบริหารงาน
โดยทั่วไปขึ้นกับองค์ประกอบที่สสำคัญ 3 ด้านคือ
1. ผู้บริหาร
2. องค์กรและระบบงาน
3. คนหรือบุคลากรในหน่วยงาน
ผู้บริหาร
เป็นบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดในองค์กรหรือหน่วยงานที่กำหนดตามระเบียบของสังคม ดังนั้นผู้บริหารต้องใช้ภาวะผู้นำเป็นกลไก ชักนำให้คนในองค์กรซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญให้ความร่วมมือในการทำงาน
ผู้บริหารจึงมีการพัฒนาตนเองในทุกๆด้าน ดังนี้
1. บุคลิกภาพ
2. คุณสมบัติ
3. ภาวะผู้นำ
องค์กรและระบบงาน
องค์กรเป็นสถานที่ที่กำหนดขึ้น เพื่อให้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้ตาม การจัดองค์กรพยาบาลตั้งมีการจัดองค์กรเพื่อให้ผู้นำและผู้ตามมีส่วนร่วมในการกำหนดตั้งแต่ ปรัชญา ภารกิจ นโยบาย วิธีการ และเป้าหมายขององค์กร ดังนั้นองค์กรต้องจัดระบบงานโดย
1. มีการวางแผนและควบคุมงานที่ดี
2. การจัดระบบงานให้เหมาะสม
3. การประสานงานที่ดี
4.พัฒนาสมรรถภาพของคนให้สูงขึ้น
คนหรือบุคลากรในหน่วยงาน
ผู้บริหารที่มีความสามารถต้องกระตุ้นส่งเสริมบุคลากรให้มีการพัฒนาตนเอง สร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี การที่บุคลากรของหน่วยงานจะต้องรู้จักการพัฒนาตนเองเป็นอันดับแรก เริ่มจาก
1. มีความรู้สึกที่ดีต่อทุกคนในองค์กร
2. ให้ความช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยาก
3. ดูแลเอาใจใส่ยามเจ็บป่วย
4. ให้ความจริงใจซึ่งกันและกัน
5. รู้และเข้าใจและรู้จักให้อภัยผู้อื่น
6. มีความชื่นชมเมื่อเขาได้ดีมีสุข
โดยทั่วไปขึ้นกับองค์ประกอบที่สสำคัญ 3 ด้านคือ
1. ผู้บริหาร
2. องค์กรและระบบงาน
3. คนหรือบุคลากรในหน่วยงาน
ผู้บริหาร
เป็นบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดในองค์กรหรือหน่วยงานที่กำหนดตามระเบียบของสังคม ดังนั้นผู้บริหารต้องใช้ภาวะผู้นำเป็นกลไก ชักนำให้คนในองค์กรซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญให้ความร่วมมือในการทำงาน
ผู้บริหารจึงมีการพัฒนาตนเองในทุกๆด้าน ดังนี้
1. บุคลิกภาพ
2. คุณสมบัติ
3. ภาวะผู้นำ
องค์กรและระบบงาน
องค์กรเป็นสถานที่ที่กำหนดขึ้น เพื่อให้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้ตาม การจัดองค์กรพยาบาลตั้งมีการจัดองค์กรเพื่อให้ผู้นำและผู้ตามมีส่วนร่วมในการกำหนดตั้งแต่ ปรัชญา ภารกิจ นโยบาย วิธีการ และเป้าหมายขององค์กร ดังนั้นองค์กรต้องจัดระบบงานโดย
1. มีการวางแผนและควบคุมงานที่ดี
2. การจัดระบบงานให้เหมาะสม
3. การประสานงานที่ดี
4.พัฒนาสมรรถภาพของคนให้สูงขึ้น
คนหรือบุคลากรในหน่วยงาน
ผู้บริหารที่มีความสามารถต้องกระตุ้นส่งเสริมบุคลากรให้มีการพัฒนาตนเอง สร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี การที่บุคลากรของหน่วยงานจะต้องรู้จักการพัฒนาตนเองเป็นอันดับแรก เริ่มจาก
1. มีความรู้สึกที่ดีต่อทุกคนในองค์กร
2. ให้ความช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยาก
3. ดูแลเอาใจใส่ยามเจ็บป่วย
4. ให้ความจริงใจซึ่งกันและกัน
5. รู้และเข้าใจและรู้จักให้อภัยผู้อื่น
6. มีความชื่นชมเมื่อเขาได้ดีมีสุข
การสร้างเสริมประสิทธิภาพในการบริหารงาน ตอนที่ 8-2(ความขัดแย้งในองค์กร)
ความขัดแย้งในองค์กร
ในองค์กร มีหน่วยงาน และบุคลากรมากมาย เป็นกลุ่ม เป็นทีม
มีผู้นำและผู้ตาม การทำงานในองค์กรย่อมมีความขัดแย้งไม่มากก็น้อย
สาเหตุ : เกิดจาก
-ลักษณะองค์กร
-ผลประโยชน์ไม่สมดุล
-ความแตกต่างของเป้าหมาย
-บุคคลต้องปฏิบัติร่วมกัน
-ความคาดหวังที่แตกต่างกัน
-การประสานงานระหว่างหน่วยงานย่อย
-ความแตกต่างของกลุ่มในการปฏิบัติงาน
-กระบวนการสื่อสาร
ในองค์กร มีหน่วยงาน และบุคลากรมากมาย เป็นกลุ่ม เป็นทีม
มีผู้นำและผู้ตาม การทำงานในองค์กรย่อมมีความขัดแย้งไม่มากก็น้อย
สาเหตุ : เกิดจาก
-ลักษณะองค์กร
-ผลประโยชน์ไม่สมดุล
-ความแตกต่างของเป้าหมาย
-บุคคลต้องปฏิบัติร่วมกัน
-ความคาดหวังที่แตกต่างกัน
-การประสานงานระหว่างหน่วยงานย่อย
-ความแตกต่างของกลุ่มในการปฏิบัติงาน
-กระบวนการสื่อสาร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)