welcome for shared knowledge and experience





วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

จริยธรรมกับการสื่อสาร


จริยธรรมกับการสื่อสาร
วัตถุประสงค์
1.นักศึกษาสามารถอธิบายอิทธิพลของปรัชญาในการสื่อสารทางพยาบาลวิชาชีพ
2. นักศึกษาสามารถอธิบายทฤษฎีจริยศาสตร์กับการพยาบาลได้
3. นักศึกษาสามารถอธิบายรูปแบบของจริยศาสตร์ในการสื่อสารทางการพยาบาลได้
4. นักศึกษาสามารถสามารถนำหลักธรรมไปใช้ในการสื่อสารทางการพยาบาลได้

ความเจ็บป่วยเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซับซ้อน และการตรวจก็ต้องละเอียดอ่อน ซับซ้อน ไม่แพ้กัน มันมีเรื่องที่เราเรียกว่า stigmatization หากเราไปทำให้เกิด stigmata (มลทิน) ขึ้นกับคน จะมีปัญหาทางจิต และทางสังคมต่อไปอีกมาก เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หลายคนพูดว่า การแพทย์ที่ผ่านมาของเรา เป็น Modernize Health Care ประมาณสัก 100 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้มาถึงช่วงที่จะต้องขยับไปอีกขั้น เป็นขั้นที่สูงขึ้น คือ Humanize Health care การรักษาที่มีหัวใจ ความเป็นมนุษย์ เพราะความเจ็บป่วยเกี่ยวโยงกับเรื่องความรู้สึก เรื่องจิตใจ เรื่องครอบครัว เรื่องสังคม เรื่องวัฒนธรรม และอะไรต่าง ๆ มากมาย มีผู้ป่วย จำนวนมากที่ไม่มีโอกาสได้พูด ดังนั้น งานอย่างหนึ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง คือการวิจัยรวบรวม ความทุกข์ของผู้ป่วยเป็นประจำทุกปี” (.นพ.ประเวศ วะสี)
จีน วัตสัน (Jean Watson) นักวิชาการทางพยาบาลสมัยปัจจุบันกล่าวว่าคำว่า พยาบาล เตือนสำนึกของเราให้ตระหนักถึงการปฏิบัติ ที่อ่อนโยนที่สุดของสิ่งมีชีวิต เป็นการ แสดงออกของความรัก ความเมตตา กรุณา การให้และการรับ เป็นสารัตถะของสองชีวิตที่ เกื้อกูลกันการปฏิบัติการพยาบาลดำเนินไปโดยมีมนุษยธรรม ความเมตตาต่อมนุษย์ในยาม ทุกข์จากความเจ็บป่วยเป็นพื้นฐาน และอาศัยแนวคิดของปรัชญาการพยาบาลดังต่อไปนี้
มนุษย์แต่ละคนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่มีคุณค่า และมี จุดมุ่งหมาย
การพยาบาลเป็นการปฏิบัติที่มีเหตุผล หมายถึง การต้องอาศัยข้อเท็จจริง การ พิจารณาไตร่ตรอง การตัดสินใจเลือกวิธีการปฏิบัติอย่างมีหลักการ และเป็นระบบ
ลักษณะเฉพาะของการพยาบาล คือ การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ชีวภาพ และ ความรู้ทางสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์มาผสมผสานให้เกิดประโยชน์ต่อการให้ความ ช่วยเหลือผู้ป่วย
พยาบาลแต่ละคนมีฐานะของการเป็นพลเมืองคนหนึ่งของสังคม นอกเหนือจาก บทบาทของพยาบาล พยาบาลแต่ละคนจึงมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคมควบคู่กับการรับผิดชอบ ต่อหน้าที่พยาบาล
การยาบาลเป็นกระบวนการที่มีจุดมุ่งหมายโดยเฉพาะของตนเอง มีการทำงานที่เป็น ระบบ มีวิธีการและมีกระบวรการเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์
จากปรัชญาของพยาบาลข้างต้นทำให้ประจักษ์ว่า การพยาบาลมีลักษณะเป็นศาสตร์ที่ เกี่ยวข้องกับมนุษย์ (humanistic science) มีความเป็นศาสตร์ และศิลปะอยู่ในตัว ความเป็น ศาสตร์อธิบายอย่างกว้าง ๆ ได้ว่าต้องอาศัยความรู้ วิธีการและขั้นตอนที่เป็นระบบตามแนว วิทยาศาสตร์ และอาศัยความชำนาญจากประสบการณ์ของการปฏิบัติขณะเดียวกัน การ พยาบาลก็ประกอบไปด้วยคุณค่าของความอ่อนโยน (tenderness) ความเมตตากรุณา (compassion) และการห่วงใยเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ (caring and concern for human being) อันเป็นศิลปะของพยาบาลที่ช่วยให้การปฏิบัติของพยาบาลก้าวพ้นจากขอบข่ายของ วิทยาศาสตร์ พ้นจากลักษณะท่าทีของผู้ให้การบำบัดรักษา (therapist) ไปสู่ท่าทีของผู้ให้ ความอบอุ่นใจแก่เพื่อนมนุษย์ที่อยู่ในภาวะของความเจ็บป่วย (comforter)
ปัญหาจริยธรรมทางการพยาบาล (Ethical Problems in Nursing) คือปัญหาที่ พยาบาลต้องพิจารณาใคร่ครวญ ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ หรือ สถานการณ์ขัดแย้งที่ต้อง ตัดสินใจเลือกการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง (Ethical Dilemmas) เคอร์เทน(Leah Curtain) ได้อธิบายลักษณะกว้าง ๆ ของปัญหาจริยธรรมทางการพยาบาลที่ต้องตัดสินเลือกการกระทำ ไว้ ดังนี้
เป็นปัญหาที่ไม่อาจหาข้อยุติได้จากเพียงข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ (empirical data) แต่เพียงด้านเดียว
เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนจนยากที่จะกำหนดได้แน่ชัดว่าจะใช้ข้อเท็จจริง และ ข้อมูลอย่างไรในการตัดสิน
และของปัญหาจริยธรรมที่เกิดไม่เพียงกระทบต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าในปัจจุบัน เท่านั้น แต่มีผลกระทบเชื่อมโยงต่อไปภายหน้าด้วย

ทฤษฎีจริยศาสตร์
โดยทั่วไป การตัดสินใจเลือกความประพฤติ/ การกระทำที่ถูกต้องเหมาะสมมักใช้ ศาสนา กฎหมาย ค่านิยมในสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของสถาบัน เป็นมาตรการตัดสินความประพฤติ / การกระทำของมนุษย์ ซึ่งนักจริยศาสตร์เห็นว่าปัจจัยดังกล่าว ไม่อาจนำมาใช้ในการตัดสินใจเลือกได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสม และบางครั้งก็ทำให้เกิดความขัดแย้ง นักจริยศาสตร์จึงได้เสนอทฤษฎีเพื่อใช้ เป็นมาตรการตัดสินความประพฤติ / การกระทำของมนุษย์ ได้แก่ ทฤษฎีประโยชน์นิยม (Utilitarianism) และทฤษฎีหน้าที่นิยม (Formalism)
1. ทฤษฎีประโยชน์นิยม (Utilitarianism) ทฤษฎีนี้ถือว่า ผลของการกระทำที่ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่คนจำนวนมากที่สุด เท่าที่จะกระทำได้ เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ในทาง ตรงกันข้าม ผลของการกระทำที่ก่อให้เกิดโทษแก่คนจำนวนมาก จะเป็นการกระทำที่ไม่ ถูกต้อง (นักปรัชญาที่เป็นรู้จักกันคือ จอห์น สจวร์ต มิลล์ John Strwwart Mill)  มิลล์เห็นว่าเกณฑ์ตัดสินคุณค่าทางจริยะ คือ การแสวงหาความพึงพอใจมากที่สุด แก่คนจำนวนมากที่สุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวนี้อย่างแท้จริง ควรอบรมให้ประชาชน ยึดหลักการเสียสละผลประโยชน์ส่วนตัว และมุ่งหาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ประโยชน์ ส่วนตัวก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ (กีรติ, 2538)  สิวลี (2537) ได้สรุปหลักการของทฤษฎี และเกณฑ์ในการตัดสินคุณค่าทางจริยะ ในทรรศนะของมิลล์ไว้ดังนี้
·      คุณค่าทางจริยะไม่มีอยู่จริง เป็นสิ่งที่คนเราสมมติขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ขึ้นกับ สภาพแวดล้อม กาลเวลาและเปลี่ยนแปลงได้
·      เกณฑ์การตัดสินคุณค่าความประพฤติ / การกระทำของมนุษย์มีได้หลายเกณฑ์
·      การกระทำที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่คนจำนวนมากเป็นเกณฑ์การตัดสิน ความประพฤติ / การกระทำของมนุษย์
·      ประโยชน์ย่อมอยู่เหนือหลักการ

2. ทฤษฎีหน้าที่นิยม (Formalism) ความถูกต้องทางศีลธรรมของการกระทำถูกกำหนด โดยภาระหน้าที่ และกฎที่แน่นอนตายตัว รูปแบบของการกระทำจะต้องเป็นไปตามหลักการ / กฎ นักปรัชญาซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในทฤษฎีนี้ ได้แก่ อิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant) การ กระทำดังกล่าวกระทำโดยมีความตั้งใจดี เพราะไม่คำนึงว่าผลที่ได้รับจะเป็นอย่างไร เกณฑ์ ในการตัดสินคุณค่าทางจริยะ คือกระทำโดยตั้งใจจะกระทำตามความมุ่งมั่นในหน้าที่ หากจะ มีเหตุผลอื่นประกอบด้วยก็เป็นเพียงเหตุผลรอง
ความมุ่งมั่นในหน้าที่ จะสั่งด้วยคำสั่งเด็ดขาด (Categorical imperative) หมายถึงสิ่งที่ ต้องทำตามความมุ่งมั่นในหน้าที่อย่างไม่มีเงื่อนไข ผู้มีความตั้งใจดีจะตัดสินใจกระทำตาม ความมุ่งมั่นในหน้าที่ทันทีโดยไม่รอชั่งดูทางได้ทางเสีย (กีรติ, 2538)
คำสั่งเด็ดขาดจะสั่งให้กระทำภายใต้หลักการซึ่งก็เป็นคำสั่งเด็ดขาดในตัวของตัวมันเอง ด้วย ดังต่อไปนี้
กระทำโดยความสำนึกว่าเป็นกฎสากล
กระทำโดยความสำนึกว่า บุคคลเป็นจุดหมาย ไม่ใช่วิถีไปสู่จุดหมายอื่น
กระทำโดยความสำนึกว่า ตนมีเสรีภาพ และมนุษย์ทุกคนต่างก็มีเสรีภาพ
สิวลี (2537) ได้สรุปหลักการของทฤษฎี และเกณฑ์ในการตัดสินคุณค่าทางจริยะใน ทรรศนะของคานท์ ซึ่งมีลักษณะที่เข้มงวด และสอดคล้องกับศาสนา ไว้ดังนี้
คุณค่าทางจริยะ มีอยู่จริง เป็นอิสระ ตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลง
เกณฑ์การตัดสินคุณค่าความประพฤติ / การกระทำของมนุษย์มีเพียงเกณฑ์เดียว
เจตนาเป็นเกณฑ์การตัดสินคุณค่าความประพฤติ / การกระทำของมนุษย์
หลักการอยู่เหนือผลประโยชน์
มนุษย์มีค่าเหนือสิ่งอื่นใดในจักรวาล
จริยศาสตร์เป็นการให้คำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำในสถานการณ์นั้น ๆ พร้อมยกเหตุผลบนพื้นฐานของมโนธรรมประกอบ ซึ่งนักจริยศาสตร์ได้เสนอทฤษฎีที่ใช้เป็น เกณฑ์ คือ ทฤษฎีประโยชน์นิยม และทฤษฎีหน้าที่นิยม ส่วนจริยธรรมเป็นหลักความประพฤติ ที่ควรประพฤติ เป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ความถูกต้องดีงามนั้นขึ้นกับเวลา สถานที่ และ องค์ประกอบอื่น ๆ ด้วย จริยธรรมมี 2 ส่วน คือ จริยธรรมภายใน ได้แก่ ความรู้เชิงจริยธรรม ทัศนคติเชิงจริยธรรม และเหตุผลเชิงจริยธรรม อีกส่วนหนึ่งคือ จริยธรรมภายนอก ได้แก่ พฤติกรรมเชิงจริยธรรม ทั้งจริยธรรมภายในและ จริยธรรมภายนอกต้องได้รับการพัฒนามา ตั้งแต่เกิด โดยอาศัยสติปัญญา ความรู้สึกนึกคิดส่วนบุคคล พฤติกรรมการเลี้ยงดู และ ประสบการณ์จากสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ทฤษฎีที่ใช้ในการอธิบายเกี่ยวกับพัฒนาการทาง จริยธรรมของบุคคล ได้แก่ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม ของเปียเชต์ ทฤษฎีพัฒนการทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก และทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของ แบนดูรา พัฒนาการทางจริยธรรมของบุคคลที่เป็นไปตามขั้นตอน จะทำให้บุคคลมีคุณธรรม จริยธรรม สามารถใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจเชิงจริยธรรมและ การกระทำเชิงจริยธรรม ได้แก่ ความเกื้อกูล การบอกความจริง ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม และสิทธิส่วนบุคคล ทั้งนี้การตัดสินใจเชิงจริยธรรมต้องใช้แนวคิดทางจริยศาสตร์ร่วมด้วย
คุณธรรมและจริยธรรมในการสื่อสาร
คุณธรรมในการสื่อสารทำให้การสื่อสารนั้นราบรื่นขึ้น หากสื่อสารกันอย่างขาด คุณธรรมแล้วอาจทำให้เกิดความขัดแย้ง ความโกรธขึ้นได้ หรือบางทีทำให้สิ่งที่เราต้องการ สื่อไปนั้นทำเกิดผลเสียต่อผู้ส่งสาร ดังนั้นบางอย่างที่ไม่ควรจะสื่อให้ผู้อื่นรู้ ซึ่งต้องอาศัย หลักธรรมในการพิจารณา วาจานั้นสามารถทำให้เกิดผลเสียก็ได้ผลดีก็ได้ ทำให้คนมีอนาคต ก็ได้ ฆ่าคนก็ได้ หาสื่อสารกันโดยไม่มีคุณธรรมแล้วจะทำให้เกิดความเดือดร้อนมากมาย ใน เว็บไซด์นี้ขอแบ่งคุณธรรมในการสื่อสารเป็น 2 พวก คือ พวกที่ใช้ในการพิจารณาสารว่าควร จะส่งในผู้รับสารหรือเปล่า และหลักธรรมที่ช่วยให้การส่งสารมีประสิทธิภาพคือ เมื่อสารได้รับ การพิจารณาแล้วว่าเป็นสารที่เหมาะสมแก่การส่งให้แก่ผู้รับสาร เราควรจะส่งสารนั้นอย่างไร จึงจะดี
1. หลักธรรมในการพิจารณาสารที่จะส่ง
1.1 ปฏิจฺจสมุปบาท เป็น วิธีคิดที่ว่าด้วยเหตุผล คือคิดจากเหตุ ไปหาผล ตัวอย่างเช่น เวลาจะพูดอะไรออกไปต้องคิดว่าพูดอย่างนี้แล้วจะทำให้เขารู้สึก อย่างไร เมื่อเขารู้สึก อย่างนี้แล้ว เป็นผลดีสำหรับตัวเขาและตัวเราหรือไม่ ถ้าตรึกตรองดีแล้ว จะเกิดผลเสียก็ ไม่ควรพูดออกไปไม่ว่าจะเป็นความจริงก็ตาม ปฏิ จฺจสมุปบาทนี้เป็นการคิดแบบป้องกัน ปัญหา ใช้เฉพาะเมื่อตอนยังไม่เกิดปัญหาขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้วเราต้อง ใช้อริยสัจ 4 ในการแก้ปัญหา ซึ้งเป็นการคิดจากผลไปหาเหตุ
1.2 ศีล 5 นอกจากใช้วาจาที่สุภาพอ่อนหวานแล้วข้อมูลที่เราได้ส่งให้กับผู้รับสารนั้น ต้องเป็นข้อมูลจริง การส่งสารที่เป็นเท็จให้กับผู้ที่รับสารนั้นเป็นการทำผิดคุณธรรมของ การสื่อ สารและอาจทำให้ผู้ที่รับสารได้รับความเดือดร้อน และไม่ควรพูดในขณะที่ไม่มี สติครบถ้วนเช่น คนเมาส่งสาร ทำให้สารที่ส่งอาจเกิดความผิดเพี้ยนเป็นผลเสียต่อ ตนเองและผู้อื่น
2. หลักธรรมที่ช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ
2.1 สัคหวัตถุ 4 หลักธรรมนี้เป็นหลักธรรมที่เราคุ้นเคยกันดี เป็นหลักธรรมที่ใช้ยึด เหนี่ยวจิตใจ แต่ในเรื่องการสื่อสารนี้เราจะใช้หัวข้อเดียวของหลักธรรมนี้คือ ปิยวาจา คือการ พูดอย่างสุภาพ อ่อนหวาน ไม่ว่ากับผู้ใดก็ตาม จะทำให้การสื่อสารของเราเป็นไปอย่างราบรื่น
2.2 สติ สัมปชัญญะ สติ และสัมปชัญญะไม่ได้เป็นคำ ๆ เดียวอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ จะเกิดขึ้นควบคู่กันไปสติคือความรับรู้ ความระลึกได้ ซึ่งทำให้เรารู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราจะสื่อสารอย่างไร้ประสิทธิภาพเมื่อขาดสติเพราะไม่ว่ารู้ตัวว่าต้องจะสื่อ อะไรให้ผู้รับสาร ทราบ ดังนั้นหากจะสื่อสารแล้วต้องมีสติเสมอ  สัมปชัญญะ คือ ตัวที่เลือกว่าจะสนใจอะไร เมื่อรู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้ว จะสนใจหรือไม่นั้น ขึ้นกับสัมปชัญญะ อย่างถ้าผู้รับสารได้รับสารหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เช่น เวลานักเรียน ไปท่องบทร้อยกรองให้ครูฟัง ครูจะต้องมีสติ และสัมปชัญญะในการฟังตั้งสองคน หากมีสติ และสัมปชัญญะเกิดพร้อมกันแล้วเราสามารถพูดได้ว่าเกิดสมาธิแล้ว และทำให้การส่งสารและ รับสารเป็นไปอย่างสมบูรณ์ที่สุด
หลักธรรมที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารนั้นมีอีกมากหากแต่ธรรมที่ ได้ ยกมาแล้วนี้ พอเพียงแล้ว แต่จะใช้ธรรมอื่น ๆ เสริมอีกก็ได้เช่น วาจาสุภาษิต ในมงคลชีวิต 38 ธรรมะในศาสนาพุทธมีเรื่องของการสื่อสารมากเนื่องจาก กรรมที่เกิดจากมโนหรือจิตนั้น สำคัญที่สุด รองลงมาเป็นกรรมจากวาจา และสำคัญน้อยที่สุดคือการกระทำ
แนวคิดเชิงจริยธรรมในการพยาบาล มี 4 แนวคิด คือ
1. การพิทักษ์สิทธิ (Advocacy)
2. หน้าที่ความรับผิดชอบ(Accountability)  
3. ความร่วมมือ(Cooperation)
4.ความเอื้ออาทร (Caing)
1. ก ารพิทักษ์สิทธิ (Advocacy) การให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถเมื่อมี เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ในทางกฎหมายหมายถึง การทำหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้น พื้นฐานแทนบุคคลซึ่งไม่สามารถจะปกป้องตนเองได้ พฤติกรรมที่จำเป็นต่อบทบาทการพิทักษ์ สิทธิ คือ การพัฒนาวิชาชีพการพยาบาลให้อยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม และความรู้ทางด้าน วิทยาศาสตร์ การส่งเสริมความสุขสบายของผู้ป่วยอย่างบูรณาการ ฟาริดา (2536) ได้ กล่าวถึงหน้าที่ของพยาบาลในฐานะผู้พิทักษ์สิทธิผู้ป่วย ดังนี้
·      ให้ความรู้เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพผู้ป่วยสามารถกำหนดทางเลือกที่เหมาะสมได้
·      แจ้งถึงสิทธิและใช้สิทธิให้เต็มความสามารถ
·      จัดหาทรัพยากรที่เหมาะสมกับผู้ป่วย และให้โอกาสผู้ป่วยได้เลือกใช้ตามความ พอใจ
·      สื่อภาษาระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว แพทย์ ทีมสุขภาพ และทีมการพยาบาล เพื่อ ความเข้าใจตรงกัน
·      ให้ความรู้แก่บุคลากรทั้งหมดให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบของตนเอง และมีความ ว่องไวในการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อสนองความต้องการของผู้ป่วย
นอกจากนี้การพิทักษ์สิทธิโดยพยาบาลยังเป็นสิ่งที่บอกถึงสัมพันธภาพระหว่างพยาบาล กับผู้ป่วย สะท้อนให้เห็นเป็น 3 รูปแบบ  พยาบาลทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิของผู้ป่วย พยาบาลเป็นผู้ช่วยผู้ป่วยในการค้นหาความต้องการของตนเอง และช่วยให้ ความต้องการนั้น ๆ ได้รับการตอบสนอง โดยพยายามชี้ให้เห็นข้อดี และ ข้อเสียของทางเลือกต่างๆ ที่ผู้ป่วยจะต้องตัดสินใจด้วยตนเอง พยาบาลทำหน้าที่พิทักษ์คุณค่าความเป็นมนุษย์ และทำหน้าที่ไม่ให้มีการล่วง ละเมิดศักดิ์ศรี ความเป็นส่วนตัว และทางเลือกของผู้ป่วย
พยาบาลในฐานะผู้พิทักษ์สิทธิต้องเป็นคนอ่อนโยน ช่างสังเกต และละเอียดอ่อน เพียงพอ มีความใส่ใจทีจะช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่เบื่อหน่าย ตระหนักในคุณค่าของบุคคล เอกภาพ ความเป็นองค์รวม อิสรภาพ ความเสมอภาค และความรู้สึกมีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจในปัญหาของตนเองของผู้ป่วย มีความเคารพในผู้ป่วยทุกคนโดยไม่มีอคติ ไม่ว่าจะ ด้วยเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม และประเพณีที่แตกต่างกันก็ตาม
2.หน้าที่ความรับผิดชอบ(Accountability) หมายถึง ขอบเขตหน้าที่ และภาระหน้าที่ที่ สัมพันธ์กับบทบาทของพยาบาล คือการช่วยเหลือผู้ป่วยแต่ละคนให้ได้รับการดูแลสุขภาพที่มี คุณภาพ ในการปฏิบัติหน้าที่ทางวิชาชีพพยาบาล พยาบาลมีศักยภาพไม่เพียงแต่จะช่วยเหลือ ผู้ป่วยเท่านั้น แต่จะช่วยขจัดความไม่สุขสบาย หรือความเครียดด้วยในบางครั้ง หน้าที่ความ รับผิดชอบของพยาบาลขึ้นอยู่กับการเลือกทางเลือกที่เป็นไปได้ดีที่สุดในการตอบสนองความต้องการ
2.1 เพื่อประเมินผลการปฏิบัติแบบใหม่ และประเมินผลการปฏิบัติที่กระทำอยู่อย่าง
 ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ
2.2 เพื่อคงไว้ซึ่งมาตรฐานการดูแลสุขภาพ
2.3 เพื่อทำให้การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นส่วนตัว ความคิดเห็นทางจริยธรรม และ
 กระบวนการพัฒนาตนเองในเรื่องของวิชาชีพสุขภาพง่ายขึ้น
2.4 เพื่อกำหนดหลักการตัดสินใจเชิงจริยธรรม
ความขัดแย้งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเด็นของความรับผิดชอบ เช่น ค่านิยมทางวิชาชีพ ของพยาบาลอาจขัดแย้งกับนโยบายของสถาบัน และพยาบาลไม่แน่ใจว่าจะปฏิบัติตาม แนวทางที่สถาบันกำหนดหรือไม่ ดังนั้น นโยบายและระเบียบการควรจะเป็นแบบเดียวกับ มาตรฐานหลักของการดูแลเพื่อคงไว้ซึ่งคุณภาพการดูแลภายในสถาบัน
3. ความร่วมมือ การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันกับบุคคลอื่น เพื่อคุณภาพการดูแลผู้ป่วย ความร่วมมือจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมการพยาบาล เช่น การทำงานกับบุคคลอื่นทีมีเป้าหมาย ร่วมกัน การรักษาสัญญา การมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และการเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัว เพื่อให้ความสัมพันธ์ในวิชาชีพมีความยั่งยืน

4. ความเอื้ออาทร เป็นสิ่งมีคุณค่าในความสัมพันธ์ระหว่างพยาบาลกับผู้ป่วย ด้วย บทบาทของพยาบาลที่มีต่อการปกป้องศักดิ์ศรี และการดำรงรักษาสุขภาพของมนุษย์ เป็น บทบาทที่อยู่บนพื้นฐานของความเอื้ออาทร ซึ่งความเอื้ออาทรประกอบด้วย
4.1 การไม่ทอดทิ้งผู้ป่วย
4.2 การให้ความเคารพผู้ป่วย
4.3 การเห็นอกเห็นใจผู้ป่วย
4.4 ความเป็นกันเองกับผู้ป่วย

รูปแบบการตัดสินใจเชิงจริยธรรมในการพยาบาล
1. ก ารทำให้ปัญหาจริยธรรมกระจ่างชัด เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
สาเหตุสำคัญของปัญหานี้เกิดขึ้นอย่างไร อะไรคือประเด็นปัญหา
บุคคลผู้เกี่ยวข้อง ด้วยข้อมูลที่เป็นจริงและค่านิยมที่เกี่ยวข้อง
2. การเก็บรวบรวมข้อมูลทีตรงกับประเด็นปัญหา เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลที่สามารถ นำไปใช้ในการกำหนดทางเลือกต่าง ๆ เป้าหมายโดยรวม และเป้าหมายที่ควรจะเป็นของผู้ป่วยรายนี้ คืออะไร
ผู้ป่วยต้องการอะไร ผู้ป่วยเข้าใจว่าอะไร ผู้ป่วยถูกบังคับหรือไม่ ความสามารถในการตัดสินใจของผู้ป่วย
ศาสนา วัฒนธรรม และการปรับตัวของครอบครัว ถามตัวเองว่าจะทำอย่างไรถ้าอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับผู้ป่วย หรือผู้ป่วยเป็น บิดามารดาของตน ใครทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์สิทธิผู้ป่วย และความคิดเห็นของผู้พิทักษ์สิทธิคืออะไร เหตุผลในแง่ของกฎหมายมีผลกระทบต่อการตัดสินใจในครั้งนี้หรือไม่
3. ก ารค้นหาทางเลือก เป็นการวิเคราะห์ทางเลือกที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา ผลดี และ ผลเสียที่เกิดขึ้น รวมทั้งทางเลือกที่ควรจะเป็น อะไรคือทางเลือกของการกระทำ อะไรคือผลลัพธ์ที่เป็นไปได้
อะไรคือผลกระทบที่มีต่อบุคคล และสังคมโดยรวมทั้งทางบวก และทางลบทางด้าน จิตใจ อารมณ์ การเงิน กฎหมาย วิทยาศาสตร์ การศึกษา และศาสนา การตัดสินใจท่าจะเป็นจริง
4. ก ารพิจารณาทางเลือก เป็นการอภิปรายข้อโต้แย้งของทางเลือกต่างๆ บนพื้นฐาน ของหลักจริยธรรม และองค์ประกอบอื่น ๆ ประยุกต์หลักการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมในการตัดสินใจ
อภิปรายหลักการขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นทียอมรับดดยการทบทวนทางเลือกต่าง ๆ บน พื้นฐานของหลักจริยธรรม ทฤษฎีจริยศาสตร์ แนวคิดเชิงจริยธรรมในการพยาบาล จรรยาบรรณวิชาชีพ คำประกาศสิทธิของผู้ป่วย และสิทธิบัตรผู้ป่วยของสมาคมโรงพยาบาล แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา
อภิปรายค่านิยมพื้นฐานของบุคคลที่เกี่ยวข้อง

5. ก ารตัดสินใจ เป็นการตัดสินใจที่เป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม การตัดสินใจต้องกระทำอย่างเปิดเผย และบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ใครเป็นผู้ตัดสินใจ และตัดสินใจเพื่อใคร เป็นการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดหรือไม่ เป็นการตัดสินใจที่จะกระทำหรือโดยคำนึงถึงผลที่เกิดขึ้น ได้คำนึงถึงสิทธิของผู้ป่วยหรือไม่
6. ก ารประเมินผลการตัดสินใจ เป็นการประเมินผลที่เกิดขึ้นจริงว่าสอดคล้องกับที่คาด ไว้หรือไม่
เปรียบเทียบผลลัพธ์ที่แท้จริงกับผลลัพธ์ที่คาดไว้ ท่านจะปรับขั้นตอนการตัดสินใจในคราวหน้าอย่างไร
ท่านคิดว่า การตัดสินใจในครั้งนี้จะนำไปใช้กับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันใน อนาคตได้หรือไม่  
ปัจจัยหลายอย่างที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจที่ไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง เป็น เรื่องสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจปัจจัยทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกระบวรการตัดสินใจด้วย ความตระหนักว่า ปัจจัยเหล่านี้เป็นอิสระต่อกันแต่ก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงซึ่งกันและกัน

จ ริ ย ธ ร ร ม คอมพิวเตอร์ เข้ามามีบทบาทต่อการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์มากยิ่งขึ้น เนื่องจาก คอมพิวเตอร์มีความสามารในการจัดเก็บข้อมูล ประมวลผลสารสนเทศ และเป็นเครื่องมือการ สื่อสารที่รวดเร็ว ส่งผลให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน โรงเรียน และ หน่วยงานธุรกิจมีประสิทธิภาพสูงขึ้น คาดการณ์กันไว้ว่า ใน 2-3 ปีข้างหน้า ความก้าวหน้า ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะมีการพัฒนาในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์ ซอร์ฟแวร์ การสื่อสารและเครือข่ายแบบไร้สาย และครือข่ายเคลื่อนที่ ตลอดจนเทคโนโลยี ด้านหุ่นยนต์ มนุษย์ได้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อจะได้นำอุปกรณ์ ทางเทคโนโลยีเหล่านั้นมาช่วยอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนการทำงาน ช่วยเพิ่มคุณภาพ ชีวิต หรือแม้แต่การช่วยชีวิตมนุษย์ ในการใช้งานคอมพิวเตอร์ร่วมกันในสังคม ในแต่ละ ประเทศจึงได้มีการกำหนดระเบียบ กฎเกณฑ์ รวมถึงกฎหมายที่ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดคุณธรรมและจริยธรรมใน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ความหมาย จริยธรรม หมายถึง "หลักศีลธรรมจรรยาที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ หรือควบคุมการใช้ ระบบคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ" โดยทั่วไป เมื่อพิจารณาถึงจริยธรรมเกี่ยวกับการใช้ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ แล้ว จะกล่าวถึงใน 4 ประเด็น ที่รู้จักกันในลักษณะตัว ย่อ ว่ า PAPA ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย - ค ว า ม เ ป็ น ส่ ว น ตั ว ( Information Privacy) ความ เป็นส่วนตัวของข้อมูลและสารสนเทศ โดยทั่วไปหมายถึง สิทธิที่จะอยู่ตามลำพัง และ เป็นสิทธิที่เจ้าของสามารถที่จะควบคุมข้อมูลของตนเองในการเปิดเผยให้กับ ผู้อื่น สิทธินี้ ใช้ได้ครอบคลุมทั้งปัจเจกบุค ค ล ก ลุ่มบุคคล และองค์การต่างๆ -ค ว า ม ถู ก ต้ อ ง ( Information Accuracy) ใน การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการรวบรวม จัดเก็บ และเรียกใช้ข้อมูลนั้น คุณลักษณะที่สำคัญ ประการหนึ่ง คือ ความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูล ทั้งนี้ ข้อมูลจะมีความน่าเชื่อถือมากน้อย เพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับความถูกต้องในการ บันทึกข้อมูลด้วย ประเด็นด้านจริยธรรมที่ เกี่ยวข้องกับความถูกต้องของข้อมูล โดยทั่วไปจะพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความ ถูกต้องของข้อมูลที่จัด เก็บและเผยแพร่ เช่น ในกรณีที่องค์การให้ลูกค้าลงทะเบียนด้วย ตนเอง หรือกรณีของข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ อีกประเด็นหนึ่ง คือ จะทรายได้ อย่างไรว่าข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากความจงใจ และผู้ใดจะเป็นผู้รับผิดชอบหาก เกิดข้อผิดพลาด ดังนั้น ในการจัดทำข้อมูลและสารสนเทศให้มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือนั้น ข้อมูลควรได้รับการตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จะนำเข้าฐานข้อมูล รวมถึงการปรับปรุง ข้อมูลให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากนี้ ควรให้สิทธิแก่บุคคลในการเข้าไปตรวจสอบ ความถูกต้องของข้อมูลของตนเองได้ เช่น ผุ้สอนสามารถดูคะแนนของนักศึกษาในความ รับผิดชอบ หรือที่สอนเพื่อตรวจสอบว่าคะแนนที่ป้อนไม่ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลง 
- การเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibility) ปัจจุบัน การเข้าใช้งานโปรแกรม หรือระบบ คอมพิวเตอร์มักจะมีการกำหนดสิทธิตามระดับของผู้ใช้งาน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันการเข้า ไปดำเนินการต่างๆ กับข้อมูลของผู้ใช้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเป็นการรักษาความลับของ ข้อมูล ตัวอย่างสิทธิในการใช้งานระบบ เช่น การบันทึก การแก้ไข/ปรับปรุง และการลบ เป็น ต้น ดังนั้น ในการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์จึงได้มีการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยใน การเข้า ถึงของผู้ใช้ และการเข้าถึงข้อมูลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมนั้น ก็ถือเป็นการ ผิดจริยธรรมเช่นเดียวกับการละเมิดข้อมูลส่วนตัวในการใช้งาน คอมพิวเตอร์และเครือข่าย ร่วมกันให้เป็นระเบียบ หากผู้ใช้ร่วมใจกันปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับของแต่ละ หน่วยงานอย่าง เคร่งครัดแล้ว การผิดจริยธรรมตามประเด็นดังที่กล่าวมาข้างต้นก็คงจะไม่ เกิดขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

แนวคิดและความสำคัญของ การสื่อสารทางสุขภาพ


วัตถุประสงค์การเรียน
1. สามารถอธิบายแนวคิดการสื่อสารทางสุขภาพได้
2. สามารถบอกวัตถุประสงค์ของการสื่อสารทางสุขภาพได้
3. สามารถอธิบายกระบวนการสื่อสารทางสุขภาพได้
4. สามารถบอกความสำคัญของการสื่อสารทางสุขภาพได้
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แนวคิดและความสำคัญของ การสื่อสารทางสุขภาพ
ปัจจุบันนี้หลายคนให้ความสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น อันจะเห็นได้จากการกำหนดสุขภาวะที่ดีเป็นวาระ แห่งชาติ รวมถึงการสร้างประเด็น กระแสข่าว รวมถึงการจัดกิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับสุขภาพจากหน่วยงาน ภาครัฐบาล ภาคเอกชนและภาคประชาคมสังคมอย่างกว้าขวาง เช่นสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) ที่สร้างกระแสปลุกเร้าให้คนหันมาใส่ใจการสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ก่อนการเจ็บป่วย จนต้องซ่อมแซมสุขภาพ ดังนั้น การรับรู้ข้อมูลข่าวสารสุขภาพที่ถูกต้องจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้น ความตระหนักต่อค่านิยมและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ โดยเฉพาะการได้รับข้อมูลสุขภาพจาก แหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ก็จะส่งผลต่อการส่งเสริมสุขภาพที่ดีของประชาชน จะเห็นได้ว่า การส่งเสริม สุขภาพดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยเรื่องการสื่อสารเข้ามาเกี่ยวข้อง การสื่อสารจึงเป็น "เครื่องมือ" ที่สำคัญ ของการสร้างสังคมใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการสื่อสารเพื่อสุขภาพแนวใหม่ สาเหตุที่ทำให้คนสนใจการสื่อสารสุขภาพจากการระดมความความคิดเห็นนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้าน "การสื่อสารเพื่อสุขภาพ" พบว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้คนสนใจศึกษาเรื่อง "การสื่อสารเพื่อสุขภาพ" มีหลากหลายเหตุผล ได้แก่ การสื่อสารสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นความสนใจส่วนตัว ประสบปัญหาจากคนใกล้ตัว สื่อใกล้ตัว หรืออาจเป็นปัญหาของตนเองที่กำลังเดือดร้อน เช่น พระซึ่งถือเป็นผู้บริโภคระดับล่าง เนื่องจากไม่ สามารถเลือกสิ่งที่จะบริโภค และไม่สามารถจะสื่อสารไปยังบุคคลอื่นเพื่อบอกปัญหาของตนได้ จึงคิดว่า น่าจะมีวิธีการสื่อสารกับคนทั้งหลาย ให้วิธีการทำบุญการถวายสังฆทาน เป็นสิ่งที่ทำแล้วได้ประโยชน์จริง ซึ่งจำเป็นต้องมีองค์ความรู้เรื่องการสื่อสารในการนำเสนอเรื่องสุขภาพ เป็นต้น เป็นเรื่องของกระแสสังคม ที่ปัจจุบันนี้คนหันมาสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการกำหนด วาระของรัฐบาล สื่อมวลชน หรือองค์กรต่าง ๆ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ทำให้คำขวัญ "สร้างนำซ่อม" กลายเป็นกระแส ที่ปลุกเร้าให้คนหันมาใส่ใจการสร้างเสริมสุขภาพ ให้แข็งแรง ก่อนการเจ็บป่วยจนต้องซ่อมแซมสุขภาพโดยระบบบริการ หรือกระแสสุขภาพที่ปรับเปลี่ยนจาก เรื่อง "เชื้อโรคและการจัดการเชื้อโรค" มาสู่เรื่อง "คุณภาพชีวิตและการจัดการกับความเสี่ยงที่ก่อให้เกิด คุณภาพชีวิตที่ไม่ดี" เป็นต้น ซึ่งการสร้างกระแสดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยเรื่องการสื่อสารเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจมีจุดเริ่มต้นจากปัญหาในการสื่อสารของผู้ที่ต้องสื่อสารเรื่องสุขภาพเช่น นักสาธารณสุขมักประสบปัญหาในการสื่อสารให้คนเข้าใจเรื่องสุขภาพ และการดูแลรักษาสุขภาพตนเอง ดังนั้น จึงต้องการ แสวงหาวิธีการสื่อสารระหว่างหมอกับคนไข้ (Patient-provider) ที่ก่อให้เกิดความหมายร่วมกัน และเกิด พฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง รวมทั้ง การสื่อสารสุขภาพในภาวะวิกฤต เช่น กรณีการสื่อสารกับคนไข้ที่ เรียกร้องค่าเสียหายจากการรักษาพยาบาล
1. สุขภาพในมุมมองของสามเหลี่ยมสุขภาพ ที่มองว่าการมีสุขภาพดีไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะการดูแล สุขภาพในระดับของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องไปถึงระดับการรักษาสิ่งแวดล้อมและการให้บริการ ของระบบบริการสุขภาพอีกด้วย
2. ความหมายของสุขภาพในมุมมองของจัตุรัสสุขภาวะ หรือสุขภาวะ 4 มิติ ที่ใช้เกณฑ์ขององค์การ อนามัยโลก (WHO) ว่าสุขภาพเป็นองค์รวมของกาย จิตใจ สังคม และโดยเฉพาะเรื่องจิตวิญญาณประกอบ กัน ไม่ใช่เพียงแต่การปราศจากโรคภัยไข้เจ็บหรือความพิการเท่านั้น
การสื่อสารสุขภาพ (Health communication) หมายถึง การดำเนินงานเพื่อการสื่อสารสองทาง ระหว่างผู้รับสารและผู้ส่งสาร ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพได้ง่ายและ ทั่วถึง มีการจัดองค์ความรู้แบบมีส่วนร่วมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหมู่ประชาชน4การสื่อสารสุขภาพ หมายถึง การแลกเปลี่ยน สื่อสารระหว่างกันที่เชื่อมั่นว่าคนเราเป็นได้ทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสาร พร้อมที่จะรับ ความคิดเห็นของผู้อื่นและยินดีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ของตนเองร่วมกับผู้อื่นได้
กระบวนการสื่อสาร(The communication process) แนวความคิดใหม่ของการสื่อสารในยุคปัจจุบัน เป็นการสื่อสาร 2 ทาง ระหว่างบริษัทและลูกค้าซึ่ง อาจเกิดขึ้นก่อนการขาย ระหว่างการขาย ระหว่างการใช้สินค้า และภายหลังการใช้สินค้า โดยหาวิธีการ สื่อสารเข้าถึงลูกค้าและทำให้ลูกค้าสื่อสารกลับมายังบริษัทได้ด้วย การสื่อสารแบบดั่งเดิม อาทิเช่น การใช้สื่อหนังสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรศัพท์ โทรทัศน์ หรือวิธีการ สื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรสาร โทรศัพท์ มือถือ การใช้ เทคโนโลยีการสื่อสารที่มี ต้นทุนต่ำลง ทำให้หลายบริษัทเปลี่ยนจากการสื่อสารกับคนจำนวนมากเป็นการสื่อสารกับกลุ่มเฉพาะ และ การสื่อสารแบบตัวต่อตัว การเริ่มต้นสื่อสารการตลาดบริษัทควรต้องตรวจสอบโอกาสที่ผู้บริโภคจะ แสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริษัทให้ชัดเจนเสียก่อน
สิ่งรบกวนในกระบวนการสื่อสาร
1.Physical noise ได้แก่ สิ่งรบกวนที่เกิดจากภายนอกตัวบุคคล เช่น พยาบาลแนะนำการปฏิบัติตัว หลังผ่าตัดมีเสียงประกาศจากโรงพยาบาล
2.Psychological noise สิ่งรบกวนที่เกิดจากความคิด สภาพจิตใจและอารมณ์ของผู้สื่อสารเอง เช่น อารมณ์ไม่ดี วิตกกังวล ใจลอยหรือความเจ็บปวด ทำให้ส่งและรับสารได้ไม่ครบถ้วนหรือตรงตามที่ควรจะ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การสื่อสารสัมฤทธิ์ผล ผู้ส่งข่าวสารจะต้องทราบว่าจะสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายใด ต้องการไห้เกิดการตอบสนองอย่างไร จะใส่รหัสข่าวสารวิธีไหนจึงจะทำให้ผู้รับข่าวสารถอดรหัสข่าวสารได้ ถูกต้อง จะส่งข่าวสารทางสื่อใดจังจะเกิดประสิทธิภาพกับกลุ่มเป้าหมาย และจะสร้างช่องทางให้ กลุ่มเป้าหมายตอบสนองได้อย่างไร กระบวนการใส่รหัสของผู้ส่งจะต้องสอดคล้องกับกระบวนการถอดรหัส ใกล้เคียงกันเพียงใด การสื่อข่าวสารก็จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันผู้รับอาจไม่สามารถรับ ข่าวสารที่ผู้ส่งตั้งใจส่งด้วยเหตุผลหลายประการดังต่อไปนี้ 1. การเลือกรับข่าวสาร (Selective attention) ผู้บริโภคถูกคลื่นข่าวสารกระหน่ำเข้าใส่เป็นจำนวน มากถึงวันละ 1,600 ชิ้น แต่จะมีประมาณ 80 ชิ้นเท่านั้นที่ผู้บริโภคจะใส่ใจ และผู้บริโภคจะตอบสนองเพียง 12 ชิ้น นี่คือเหตุผลที่อธิบายว่าโฆษณาที่เร่งเร้า ตื่นเต้นเท่านั้น จึงจะดึงความสนใจจากคนได้ 2. การเลือกเบี่ยงเบนข่าวสาร (Selective distortion) ผู้รับจะรับฟังสิ่งที่สอดคล้องกับความเชื่อของ ตัวเอง มักจะเบี่ยงเบนข่าวสารโดยใส่ความเชื่อของตัวเองเข้าไปหรือละเลยการรับสาระสำคัญบางอย่างที่มี อยู่ในข่าวสาร ผู้ทำการสื่อสารจึงต้องพยายามที่จะออกแบบข่าวสารให้ง่าย ชัดเจน น่าสนใจ ตอกย้ำใน ประเด็นสำคัญ 3. การเลือกจดจำ (Selective retention) ผู้บริโภคจดจำส่วนสำคัญของข่าวสารที่ได้รับเพียงเล็กน้อย เท่านั้น ถ้าทัศนคติของผู้รับต่อข่าวสารที่ได้รับเป็นบวก และเขามีท่าทีสนับสนุนต่อสาระสำคัญนั้น
ความสำคัญของการสื่อสารทางสุขภาพ
1. การสื่อสารสุขภาพสามารถช่วยชีวิต
การพัฒนาระบบการสื่อสารสุขภาพที่ดี จะช่วยให้ประชาชนรู้จักวิธีรักษาสุขภาพของตนและของคนใกล้ ตัว และ
ในหลายกรณีสามารถช่วยชีวิตคนได้ เช่น ช่วยให้คนไข้เลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม ปฏิบัติตัวตาม คำแนะนำของแพทย์ได้ถูกต้อง ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยอาการไข้ได้ถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากการใช้ยาผิด หรือช่วยให้ประชาชนพ้นจากการใช้ชีวิตที่เสี่ยงภัยโดยไม่รู้ตัว
2.การสื่อสารสุขภาพช่วยป้องกันการระบาดของโรคได้ การระบาดของโรค SAR โรคไข้หวัดเมื่อเกิดการระบาดของโรคร้ายใหม่ๆ ขึ้น การมีความรู้และทักษะใน การสื่อสารจะมีความสำคัญไม่แพ้การมีช่องทางการสื่อสารที่ดี การสื่อสารสุขภาพ สามารถช่วยกระจาย ข่าวสารความรู้ให้แก่ประชาชนช่วยทำให้ประชาชนรู้วิธีหลีกเลี่ยงป้องกัน ลดความตื่นตระหนกของ ประชาชน เมื่อประชาชนมีความรู้ในการหลีกเลี่ยง ป้องกัน มีการร่วมมือที่ดี การระบาดของโรคก็อาจชะลอ ลงหรือถึงขั้นยุติลงได้
3.ช่วยให้เกิดการปรับปรุงระบบการให้บริการด้านสุขภาพ การมีบุคลากรที่เป็นนักสื่อสารสุขภาพเช่น อาสาสมัคร
 รสส. หรือเจ้าหน้าที่สื่อสารของตนเองที่พร้อมจะ รับฟังหรือมีความเข้าใจในความต้องการของคนไข้ จะช่วยให้หน่วยงานสามารถปรับรูปแบบการให้บริการ หรือแก้ไข้ปัญหาข้อบกพร่องของการให้บริการได้ดี และในระดับรัฐบาล ช่วยให้เกิดการปรับปรุงนโยบาย สาธารณะด้านสุขภาพได้
4.เปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วมในระบบสุขภาพ
การเปิดโอกาสให้ประชาชนหรือสาธารณชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างและพัฒนาระบบสุขภาพ ของสังคมเป็นแหล่งที่มาของความริเริ่มสร้างสรรค์ในเรื่องการให้บริการและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้าน สุขภาพ และที่สุดสังคมจะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย และตรวจสอบการให้บริการจน นำไปสู่มาตรฐานการบริการที่สูงขึ้นมีประสิทธิภาพขึ้น
5. ลดต้นทุนของการบริการด้านสุขภาพ
     การให้ความรู้และให้วิธีการแก่ประชาชนในการป้องกันรักษาสุขภาพของตนเอง ในทางงบประมาณ การ
ป้องกันหรือการหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงภัยทางสุขภาพ มีต้นทุนถูกกว่าการรักษาเยียวยา ลดผลกระทบจาก ความยากจน การสื่อสารที่ดี สามารถมีบทบาทในการตัดห่วงโซ่ของ วัฏจักรความยากจนเหล่านี้ การสร้าง ความเข้าใจ ชี้ให้เห็นทางออกที่ดีกว่าจะช่วยให้ผลกระทบจากวังวนของความยากจนลดลงได้ และอาจย้อน ทวนวัฏจักรจนนำประชาชนเหล่านั้นออกมาจากวังวนของความยากจนได้

อ้างอิง
สุกัญญา ประจุศิลปะ และคณะการเผยแพร่ข้อมูลสุขภาพผ่านอินเทอร์เน็ตสู่ประชาชน. 2551. การสื่อสารสุขภาพ พิมพ์ครั้งที่
               2. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาพพิมพ์ .
แผนงานวิจัยและพัฒนาระบบสื่อสารสุขภาพสู่ประชาชน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. 2551. การสื่อสารสุขภาพ พิมพ์
               ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาพพิมพ์.
บทความวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารนิเทศศาสตร์ปริทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปีที่ 12 ฉบับที่ 2 มกราคม-
               มิถุนายน 2552 .
บทความวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เรื่องระเบียบวิธีวิจัยการสื่อสารเพื่อสุขภาพ 23 มิถุนายน 2547 .
Ottawa Charter for Health Promotion. WHO, Geneva,1986
http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document985.html

วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ความสำคัญของการสื่อสารทางการพยาบาล


-คุณลักษณะของพยาบาลที่มีทักษะในการสื่อสารเพื่อการบริการทางการ พยาบาล
วัตถุประสงค์
1. นักศึกษาสามารถบอกลักษณะของการสื่อสารได้
2. นักศึกษาสามารถบอกวัตถุประสงค์ในการสื่อสารทางการพยาบาลได้
3. นักศึกษาสามารถบอกทักษะในการสื่อสารเพื่อการบริการทางการพยาบาลได้
4. นักศึกษาสามารถบอกคุณลักษณะที่ดีของพยาบาลในการสื่อสารได้ 

มนุษย์มีความแตกต่างเฉพาะตัวบุคคลอย่างมาก จากการอบรมเลี้ยงดู การ ดำเนินชีวิตในสภาพสังคมที่แตกต่างกัน ส่งผลถึงสติปัญญา ความคิด ทัศนคติ การรับรู้ การเรียนรู้ การจูงใจ ความเชื่อ ค่านิยมของแต่ละบุคคล
การสื่อสารเป็นพฤติกรรมหนึ่งของมนุษย์ซึ่งกระทำหรือแสดงออกด้วยสัญลักษณ์อัน เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์ และพฤติกรรมการ สื่อสารของมนุษย์ในทุกรูปแบบ มีความเกี่ยวพันกับกระบวนการทางจิตวิทยา การบวนการ ทางสังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมทางด้านกายภาพ
กระบวนการสื่อสารของมนุษย์เกิดจากองค์ประกอบพื้นฐานสำคัญ คือ ผู้ส่งสาร ผู้รับ สาร ช่องทางการติดต่อ ปฏิกิริยาตอบสนอง และสิ่งรบกวน ซึ่งจะแตกต่างไปตามบุคลิกภาพ จิตวิทยาส่วนบุคคล ความสัมพันธ์ทางสังคม และสภาพแวดล้อมที่เกิดจากพฤติกรรมการ สื่อสารของมนุษย์ ซึ่งอาจจะเป็นผลบวกหรือผลลบตามลักษณะแตกต่างของมนุษย์
กิจกรรมการติดต่อสื่อสารของมนุษย์เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเหมือนกับการหายใจ โดย มนุษย์เองก็แทบจะไม่รู้ตัวว่าได้มีการสื่อสารเกิดขึ้นแล้ว มนุษย์ใช้สัญลักษณ์สื่อความหมายซึ่ง มีทั้งวัจนภาษา ภาษาที่ใช้ถ้อยคำ และอวัจนภาษา กาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำ ซึ่งพฤติกรรมการ สื่อสารของมนุษย์ในยุคแรก จะเป็นการสื่อสารด้วยอวัจนภาษา คือการใช้วิธีส่ง สัญญาณเสียง และอากัปกิริยาท่าทางต่าง เป็นหลัก ซึ่งเป็นการเข้าใจเฉพาะในกลุ่มสังคม ของตน ต่อมาได้พัฒนาการเป็นการสื่อความหมายด้วยการใช้ถ้อยคำในการพูดและการเขียน
ความสำคัญของการสื่อสาร
การสื่อสารทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข มีความเข้าใจต่อกัน  การสื่อสารทำให้มนุษย์พัฒนาการสื่อสารระหว่างมนุษย์ด้วยกันให้เจริญขึ้นเป็น ลำดับ
1.  การสื่อสารทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ขึ้นกับพฤติกรรม 2 ลักษณะ คือ
    พฤติกรรมภายใน ( Covert Behavior) เป็นพฤติกรรมการสื่อสารที่ไม่สามารถ มองเห็น ได้แก่ พฤติกรรมที่เกี่ยวกับระดับสติปัญญา จิตใจ อารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งมีผลต่อการ เรียนรู้ การคิด การตัดสินใจ ฯลฯ
      พฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) เป็นพฤติกรรมการสื่อสารที่เห็นได้ชัด ได้แก่ การใช้เสียง การแสดงสีหน้า การแต่งกาย การพูด ฯลฯ
2. มนุษย์พัฒนาการสื่อสารระหว่างมนุษย์ด้วยกันให้เจริญขึ้น การสื่อสารของมนุษย์ ในสังคมยุคก่อน เป็นการสื่อสารที่ไม่ใช้ถ้อยคำ หรือที่เรียกว่าเป็นการสื่อสารแบบ อวัจนภาษา ต่อมามนุษย์ได้พยายามพัฒนาพฤติกรรมการสื่อสารของตนตามสภาพสังคม โดยพัฒนารหัส ที่ใช้ในการสื่อความหมาย เช่น ประดิษฐ์ตัวอักษรสำหรับเขียน พัฒนาถ้อยคำสำหรับใช้พูด เพื่อการถ่ายทอดข่าวสาร ความรู้สึก ความคิดเห็นไปสู่สมาชิกในกลุ่มสังคมของตน และ กลุ่ม สังคมอื่น ๆ การใช้ถ้อยคำในการสื่อสารของมนุษย์มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นลักษณะ พฤติกรรมการสื่อสารที่แตกต่างจากพฤติกรรมของสัตว์อื่น ๆ ในโลก ในสังคมสมัยใหม่ ลักษณะการขยายตัวของสังคมเป็นไปอย่างกว้างขวาง และมีความซับซ้อนมากขึ้น ประกอบ กับมีความเจริญทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย เช่น การสื่อสารดาวเทียม โทรคมนาคม เมื่อนำมาประสานกับวิทยาการด้านคอมพิวเตอร์ ทำให้ปราศจากข้อจำกัดในแง่ ของระยะทางหรือระยะเวลาอีกต่อไป ซึ่งไม่เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางวัตถุเท่านั้น แต่ยัง ส่งผลถึงพฤติกรรมการสื่อสารของมนุษย์ด้วย
หน้าที่พฤติกรรมการสื่อสาร จำแนกตามวัตถุประสงค์ ดังนี้
1. วัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร บอกกล่าวสารสนเทศ เพื่อบอกเล่าข้อมูลต่าง ๆให้รู้ตามวัตถุประสงค์
ให้ความรู้ เพื่อจัดระเบียบข้อมูล หรือเนื้อหาเฉพาะเจาะจง ให้ผู้รับสารเฉพาะกลุ่ม โดยต้องมีส่วนที่เป็นคำนำ เนื้อเรื่อง และส่วนสรุป ให้ความบันเทิง ต้องเตรียมตัวเพื่อสื่อสารให้ความบันเทิงแบบใด และอย่างไรให้ ตรงกับกลุ่มผู้รับสาร
โน้มน้าวใจ เพื่อชักจูงใจให้เกิดความเชื่อถือ คล้อยตาม และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
2. วัตถุประสงค์ของผู้รับสาร  เกิดความเข้าใจ  ได้รับความรู้  ได้ความบันเทิง   ตัดสินใจ

การสื่อสารจะประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้
1.   ด้านบุคคล ได้แก่ ผู้ส่งสาร ผู้รับสาร
2.  ด้านสาร คือ รหัส หรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับความคิด และความรู้สึกที่มนุษย์ พยายามแสดงให้คนอื่นรับรู้ ซึ่งต้องปรับให้มีความยาก-ง่ายที่เหมาะสมกับผู้รับสาร
3.   ด้านช่องทางการสื่อสารหรือสื่อ คือตัวเชื่อมโยงผู้ส่งสาร กับผู้รับสารให้ติดต่อได้ โดยผู้ส่งสารจำเป็นต้องสือสารที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของการสื่อสารทุกครั้ง โดยดู พื้นฐานและความสามารถของผู้รับสารก่อนการสื่อสารก็จะเกิดสัมฤทธิ์ได้
4.   ด้านสภาพแวดล้อม ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ หมายถึงเวลา และสถานที่ ขณะที่ทำการสื่อสาร
   สภาพแวดล้อมทางจิตภาพ หมายถึง อารมณ์ ความรู้สึกของผู้ส่งสาร และผู้รับสารขณะทำการสื่อสาร และสภาพแวดล้อมทางสังคมทางสังคมภาพ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ทำการสื่อสาร ด้านอายุ เพศ การศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ฯลฯ

คุณลักษณะที่ดีในการสื่อสาร
มนุษย์จะพัฒนาพฤติกรรมการสื่อสารได้ดี ถ้าได้ปฏิบัติตามบัญญัติ 10 ประการของการ สื่อความหมายที่ดี (หลุย จำปาเทศ,2533: 218) ดังนี้
1.         มีความคิดที่กระจ่างชัดเสียก่อน ก่อนมีการสื่อความหมาย
2.         มีวัตถุประสงค์ของการสื่อความหมายที่แน่ชัด
3.         ตระหนักถึงสภาพของสิ่งแวดล้อม และสิ่งแวดล้อมของผู้กำลังจะมีการสื่อ ความหมายด้วยกัน
4.         ใช้ Two-way Communication ในการสื่อความหมาย
5.         มีเนื้อหาและถ้อยคำการออกเสียงที่ดีและถูกต้องตามวรรคตอนในการสื่อ ความหมาย
6.         ในขณะที่เป็นผู้ส่งสารหรือผู้พูดควรแยกประเด็นการพูดออกให้เห็นเด่นชัด เช่น แยกออกเป็นข้อ ๆ
7.         การสื่อความหมายจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีการติดตามผลการสื่อความหมายนั้น ๆ
8.         ข่าวสารที่ส่งออกไปต้องมีความหมายและมีความสำคัญ
9.         กิริยาท่าทาง (Body language) จำเป็นต้องสอดคล้องและเหมาะสมกับการสื่อ ความหมายนั้น ๆ
10.     ผู้สื่อความหมายต้องเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย

อุปสรรคของพฤติกรรมการสื่อสาร หมายถึง  สิ่งที่ทำให้การสื่อสารไม่สัมฤทธิผลตามที่ ผู้ส่งสารต้องการ ซึ่งมีอยู่มากมาย เช่น เกิดจากความไม่ชัดเจนในความหมายของภาษาที่ใช้ สื่อสารที่เกิดจากตัวบุคคลที่มีภูมิหลัง บุคลิกภาพ ความรู้ ทักษะในการสื่อสารต่างกัน ซึ่งการ ขจัดอุปสรรคในการสื่อสาร คือ เมื่อรู้ว่าสิ่งใดเป็นอุปสรรคแล้วขจัดอุปสรรค โดยยึดหลัก สำคัญ 7 ประการ คือ
1. ความน่าเชื่อถือ หมายถึง ความถูกต้องน่าเชื่อถือของสาร และของบุคคลผู้ส่งสาร รวมถึงแหล่งสารด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะหลายประการ ได้แก่
1.1   ความรู้ และประสบการณ์ของผู้ส่งสาร หรือแหล่งสารเกี่ยวกับเนื้อหาสาระที่สื่อสารกัน
1.2   บุคลิกภาพของผู้ส่งสาร การมีบุคลิกภาพดีมีผลต่อความเชื่อถือต่อสารมาก
1.3การมีคุณสมบัติที่สอดคล้องสัมพันธ์กับเนื้อหาของสารเช่น การให้นัก โภชนากรแนะนำการบริโภคอาหาร
1.4  วิธีการสื่อสารก็มีผลต่อความน่าเชื่อถือ เช่น ผู้ป่วยปวดท้อง มาพบแพทย์ แพทย์ ตรวจแล้วบอกว่า ไม่เป็นไรผู้ป่วยไม่เชื่อเพราะยังคงมีอาการปวดท้องอยู่ การใช้คำว่า ไม่ เป็นไรควรเปลี่ยนเป็น ไม่เป็นอะไรมากหรือ อาการเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้ แล้วจะหายไปเองฯลฯ
2.  ความชัดเจน   หมายความถึง การใช้ภาษาที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ และเนื้อหา นั้นสามารถบอกได้ชัดเจน ไม่คลุมเครือ จนทำให้ตีความหมายไปได้หลายทาง
3.  ความสามารถ ความรู้ และทักษะในกระบวนการสื่อสาร การพิจารณา ความสามารถของผู้รับสารมีประเด็นที่ต้องคำนึงถึงหลายด้านทางกายภาพ เช่น ผู้รับมี ประสาทสัมผัสรับรู้ได้ครบถ้วน หรือมีความพิการทำให้เปิดรับสารไม่ได้บ้างหรือไม่ ทางด้าน จิตใจ ผู้รับสารอยู่ในอารมณ์อย่างไร การเข้าถึงสื่อ และระดับทางสติปัญญา
4.  เนื้อหาสาระ ความเหมาะสมของเนื้อหามีความสอดคล้องกับความคิดค่านิยมของ ผู้รับสาร ควรจะมีสาระ หรือคุณค่าที่มีคุณค่าควรแก่การสื่อสาร สาระนั้นตรงกับความสนใจ หรือประโยชน์ของผู้ที่เราจะสื่อสารด้วย สาระนั้นครบถ้วนครอบคลุมพอที่จะบรรลุประโยชน์ ตามความมุ่งหมายของการสื่อสาร
5. ความเหมาะสมกับกาลเทศะ การสื่อสารที่ดีต้องกลมกลืนไปกันได้กับวัฒนธรรม ของสังคม เหมาะสมกับสิงแวดล้อม บุคคล เวลา สถานที่ เช่นที่ใดควรคุยเรื่องอะไร หรือเวลา ใดควรพูดเรื่องใด การใช้ถ้อยคำภาษา กิริยาท่าทางต่อบุคคลใดมีความเหมาะสมหรือไม่
6. ช่องทางในการสื่อสาร หลักสำคัญประกอบด้วยการพิจารณาสิ่งแวดล้อมหลาย ๆ ด้าน เช่น ต้องการสื่อสารกับคนกลุ่มใด ด้วยวัตถุประสงค์อะไร ในสิ่งแวดล้อมอย่างไร คำตอบ เหล่านั้นมีผลต่อสื่อที่จะเลือกใช้
7.  ความต่อเนื่องและการกล่าวซ้ำ พฤติกรรมการสื่อสารประเภทโน้มน้าวชักจูงใจ ต้องอาศัยการเสนอสารที่ต่อเนื่อง การสื่อสารที่สม่ำเสมอช่วยรักษาและกระชับสัมพันธภาพ ระหว่างบุคคล การประชาสัมพันธ์สถาบันต่าง ๆ มีหลักอยู่ว่าต้องบอกกล่าวเรื่องราวเผยแพร่สู่ ประชาชนให้สม่ำเสมอ ในงานพยาบาลก็จำเป็นต้องมีความต่อเนื่องในการสื่อสาร เช่นการ รายงานความเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยทุกระยะ เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษา
   การพยาบาลมีเป้าหมายในการปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลต่าง ๆ เพื่อช่วยผู้ป่วย ซึ่งต้องทำให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกถึงคุณค่า พลังความสามารถของตนเอง ช่วยให้ผู้ป่วยมีส่วน ร่วมในการรับผิดชอบต่อการหายจากความเจ็บป่วยของตนเอง หากพยาบาลดำเนิน สัมพันธภาพกับผู้ป่วยด้วยการระลึกรู้ถึงความรู้ ความเข้าใจ เจตคติ และทักษะที่เกี่ยวกับ ผู้ป่วย และการพยาบาล ก็จะทำให้พยาบาลปฏิบัติการพยาบาลอย่างมีสติสัมปชัญญะ และ มั่นใจ
   การสื่อสารที่พยาบาลจะแสดงถึงความเข้าใจความรู้สึก ความคิดของผู้ป่วยนั้น พยาบาลต้องสื่อสารความรู้สึก ความเข้าใจของผู้ป่วยที่พยาบาลรับรู้ไปยังผู้ป่วยโดยไม่ต้องมี ข้อคำถามว่าทำไมต้องรู้สึกอย่างนั้น หรือมีความรู้สึกอย่างนั้นไปได้อย่างไร หรือแนะนำว่า ให้รู้สึกอย่างอื่น เป็นต้น ส่วนการสื่อสารเพื่อแสดงการยอมรับ แสดงออกโดยวาจาหรือท่าทาง ที่ไม่ได้ตัดสินคำพูดและพฤติกรรมของผู้ป่วยว่า ถูก ผิด ดี เลว เหมาะ ไม่เหมาะอย่างไร ใน สถานการณ์ผู้ป่วยหญิงที่ผ่าตัดเต้านมดังกล่าว หากพยาบาลเข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของ ผู้ป่วย และยอมรับพฤติกรรมก้าวร้าวด้วยความเข้าใจ พยาบาลควรจะพูดกับผู้ป่วยด้วย น้ำเสียงปกติว่า คุณคงไม่สบายใจ คุณอยากจะเล่าอะไรให้ฉันฟังไหมการยอมรับและความ เข้าใจในความรู้สึกของผู้ป่วยที่พยาบาลแสดงออกมาทั้งโดยคำพูด และท่าทางในลักษณะ เช่นนี้ยังเป็นสื่อบอกผู้ป่วยอีกด้วยว่า ฉันยินดีจะช่วยคุณซึ่งเป็นการแสดงความเอาใจใส่ ต้องการช่วยเหลือ (caring) ให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะที่สุขกาย สบายใจมากที่สุดในสภาวการณ์ที่ เป็นอยู่
องค์ประกอบสำคัญในการดำเนินสัมพันธภาพเพื่อการช่วยเหลือให้ดำเนินไปด้วยดี มีอยู่ 5 ประการ คือ
1.   การเคารพในความเป็นบุคคล (Respect)  ของผู้อื่น คือการที่แสดงออกถึงความนับ ถือในคุณค่าของความเป็นตนเองในแต่ละบุคคลต่อผู้ป่วย โดยการที่พยาบาลจะแสดงออกถึง การเคารพในความเป็นบุคคลของผู้อื่นนั้นมีขั้นตอนในการดำเนินสัมพันธภาพ เป็นลำดับดังนี้ ขั้นเริ่มทำความรู้จักกับผู้ป่วย ขั้นเริ่มดำเนินสัมพันธภาพ ขั้นดำเนินสัมพันธภาพ ขั้นสิ้นสุด สัมพันธภาพ
2.         การยอมรับ ในความเป็นบุคคลของผู้ป่วยตามความเป็นจริง ซึ่งรวมทั้งความเข้าใจ และยอมรับถึงสภาพความเจ็บป่วย และความผิดปกติที่เกิดขึ้น การที่พยาบาลจะมีการยอมรับ ผู้ป่วยได้นั้นพยาบาลต้องเปิดใจที่จะเข้าใจสถานการณ์ของผู้ป่วย ไม่ด่วนที่จะตัดสินใด ๆ ต่อ ผู้ป่วย
3.         การเห็นใจ เข้าใจในความรู้สึกของผู้อื่น (Empathy) คือการที่พยาบาลเสดงให้ ผู้ป่วยเข้าใจว่าพยาบาลเข้าใจว่าผู้ป่วยรู้สึกอย่างไร ทำไมจึงรู้สึกเช่นนั้น ซึ่งการที่พยาบาลจะ ทำเช่นนั้นได้พยาบาลจะต้องมีความสามารถในการเข้าถึง โลกของผู้ป่วย ตามความรู้สึก จริงที่ผู้ป่วยมีอยู่ โดยที่พยาบาลจะไม่เอาความรู้สึกส่วนตัวของพยาบาลเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ในส่วนของการสร้างความเห็นใจ เข้าใจในความรู้สึกของผู้อื่นนั้น (ปาหนัน บุญ- หลง (2527) ได้อ้างคำกล่าวของวิลสัน (Wilson)) ว่ามีขั้นตอนในการสร้างความเห็นใจ เข้าใจในความรู้สึก ของผู้อื่น 4 ขั้นตอน ดังนี้
        3.1  Identification คือการที่พยาบาลต้องโอนอ่อนผ่อนตามให้ตนเองมีความรู้สึกเหมือน ผู้ป่วยในขณะนั้น โดยเอาตัวเองไปใส่ในสถานการณ์ของผู้ป่วย
                                              3.2  Incoorporation คือการที่พยาบาลปรับความรู้สึกของตนให้คล้อยตามผู้ป่วยได้      
                                     แล้ว และต้องหาวิธีลดความวิตกกังวลของตน โดยศึกษาถึงสาเหตุและทำความเข้าใจตนเองให้ ถ่องแท้
                                       3.3  Reverberation คือขั้นที่มีการสะท้อนกลับไปกลับมาของปฏิกิริยาโต้ตอบกันระหว่าง ความรู้สึกของพยาบาลเองในสถานผู้ป่วย และความรู้สึกของพยาบาลเมื่อคล้อยตามความรู้สึก ของผู้ป่วย เป็นขั้นตอนที่พยาบาลจะต้องผสมผสานความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขั้นที่ 1 และ 2 โดยที่ พยาบาลยังเป็นตัวของตัวเอง ยังสามารถคิดและใช้สติปัญญาช่วยเหลือผู้อื่นได้
3.4 Detachment เป็นระยะสุดท้ายที่พยาบาลต้องแยกตนเองออกจากผู้ป่วยหรือเป็น การแยกตนเองออกมาจากเหตุการณ์ของผู้ป่วย ขั้นนี้เป็นขั้นสิ้นสุดสัมพันธภาพระหว่าง พยาบาลและผู้ป่วย ทั้งนี้เพราะหากพยาบาลมีความรู้สึกเหมือนผู้ป่วยตลอดเวลา และเหมือน ผู้ป่วยทุกคน สภาพจิตใจของพยาบาลคงจะทนไม่ได้
ประโยชน์ของการที่พยาบาลแสดงความเห็นใจ เข้าใจ ถึงความรู้สึกของผู้ป่วย (หรือผู้ร่วมงาน)มีดังนี้
1. ช่วยเสริมสร้างสายสัมพันธ์แห่งความเข้าใจจากเพื่อนมนุษย์ ในช่วงเวลาที่คนเรามีความรู้สึกว้าเหว่ เปล่าเปลี่ยว ไร้ที่พึ่ง แล้วมีใครสักคนที่เห็นใจ เข้าใจ เขาจะรับรู้ว่ายัง มีคนที่เข้าใจเขา สายสัมพันธ์จากความเข้าใจนี้ช่วยลดความรู้สึกที่ไม่ดีเหล่านั้น เกิด ความมั่นใจ และเข้มแข็งขึ้นได้
2. เพิ่มความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าเพิ่มขึ้น การที่มีคนรับฟังอย่างสนใจ พยายามเข้าใจความรู้สึกที่เกิดขึ้น และสะท้อนความเห็นใจ เข้าใจนั้น ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองมีค่า มี ความสำคัญเพียงพอที่พยาบาลจะเอาใจใส่ ความรู้สึกนี้จะนำไปสู่การเห็นคุณค่าแห่ง ตนเพิ่มขึ้น
     3. ช่วยให้เกิดการยอมรับอย่างจริงใจในความเป็นตัวของตัวเอง การที่พยาบาลยอมรับต่อ ความเป็นตัวของผู้ป่วยเองได้มากเท่าใด ผู้ป่วยก็จะมีความรู้สึก และแสดงออกอย่าง อิสระในความเป็นตัวของเขาเองได้มากเท่านั้น การที่ผู้ป่วยได้รับการยอมรับอย่าง จริงใจจากพยาบาลจะช่วยให้ผู้ป่วยยอมรับตัวเองได้ดีขึ้น 
4. ช่วยให้เกิดการปรับความรู้สึกใหม่ และเปลี่ยนพฤติกรรมได้ เมื่อพยาบาลแสดงความเห็น ใจ เข้าใจในพฤติกรรมของผู้ป่วย ผู้ป่วยก็รู้สึกอิสระที่จะให้เหตุผลหรือใช้กลวิธานทาง จิตใด ๆ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของผู้ป่วย จะทำให้ผู้ป่วยได้รับประสบการณ์ใหม่ในการ แก้ปัญหา เผชิญปัญหา อันจะนำไปสู่การปรับความรู้สึก และพฤติกรรมใหม่ นั่นคือ พยาบาลได้ให้โอกาสผู้ป่วยได้พัฒนาตนเอง
5. ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การที่ผู้ป่วยได้รับฟังพยาบาลพูดสะท้อน ความรู้สึกของผู้ป่วยเอง จะช่วยให้ผู้ป่วยเกิดการระลึกรู้ในตนเอง (Self-awareness) เพิ่มขึ้น นั่นคือช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจพฤติกรรมตนเองได้มากขึ้น
6. ช่วยให้ควบคุมสถานการณ์ได้ เนื่องจากผู้ป่วยได้รับความเห็นใจ เข้าใจจากพยาบาล แล้วส่งผลให้ผู้ป่วยเข้าใจในตนเองมากขึ้น จากนั้นเมื่อผู้ป่วยได้รับข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ผู้ป่วยก็จะสามารถได้ข้อสรุปในการแก้ปัญหาได้ในที่สุด

4. ความเชื่อถือ ไว้วางใจ (Trust) หมายถึงการที่บุคคลมีความยอมรับ เชื่อถือ มั่นใจใน ตัวบุคคลอื่นจะกระทำสิ่งที่ดีที่สุด และไม่เป็นอันตรายกับเขา การสื่อสารที่จะทำให้ผู้ป่วยเกิด ความไว้วางใจพยาบาลนั้น
5. การดูแลเอาใจใส่ (Caring) เป็นการแสดงออกถึงความสนใจอย่างจริงใจที่จะ ช่วยเหลือบุคคลอื่น ๆในทางการพยาบาลหากพยาบาลมีความจริงใจที่จะเอาใจใส่ช่วยเหลื่อ ทักษะในการติดต่อสื่อสารซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินสัมพันธภาพระหว่าง พยาบาลกับผู้ป่วยทั้ง 5ประการ กล่าวคือ การเคารพในความเป็นบุคคลของผู้อื่น (Respect) การยอมรับ(Acceptance) การเห็นใจเข้าใจในความรู้สึกคนอื่น (Empathy) ความเชื่อถือ ไว้วางใจ (Trust) การดูแลเอาใจใส่ (Caring) ดังที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนั้นสามารถพัฒนาให้ เกิดขึ้นได้จากการฝึกฝน ให้เวลาตนเอง และหมั่นตรวจสอบวิเคราะห์ตนเองอยู่เสมอ นอร์ตัน (Norton, 1986) ได้เสนอแนวทางในการพัฒนาทักษะดังกล่าวไว้ดังนี้
สังเกตพฤติกรรมของตนเองทั้งพฤติกรรมที่เป็นวาจา อากัปกิริยา และพิจารณา พฤติกรรมเหล่านั้นเกี่ยวกับคุณลักษณะที่น่าเชื่อถือ น่าไว้วางใจ ความสามารถในการเข้าถึง ความรู้สึกของผู้อื่น และเจตคติเกี่ยวกับความสนใจ เอาใจใส่ต่อผู้อื่นอย่างจริงจัง
ใช้การระลึกรู้ตนเองวิเคราะห์ระดับความเชื่อถือไว้วางใจ การเข้าถึงความรู้สึกผู้อื่น และการดูแลเอาใจใส่ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน การวิเคราะห์ตนเองอย่างตรงไปตรงมาทั้งสองประการข้างต้นพร้อมทั้งการรับฟัง ความ คิดเห็นของผู้อื่นจะช่วยให้เกิดการหยั่งรู้ในตนเองมากขึ้น การตัดสินตนเองอย่าง







วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การสื่อสารและสารสนเทศทางการพยาบาล



แนวคิด  หลักการ และวิธีการสื่อสาร(1)
วัตถุประสงค์การเรียนรู้ นักศึกษาสามารถบอก
1)        ความหมายของการสื่อสาร
2)        องค์ประกอบของการสื่อสาร

การสื่อสาร
               ชีวิตเป็นเรื่องของการเรียนรู้และสิ่งหนึ่งที่สำคัญและต้องมีการเรียนรู้คือ ความสัมพันธ์ หรือ มนุษยสัมพันธ์ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มักเป็นบทเรียนของกันและกัน ถ้าไม่ใส่ใจเรียนรู้ซึ่งกันและกันก็จะอยู่ในโลกนี้ด้วยความยากลำบาก เพราะชีวิตจะมีคุณค่าและรู้สึกมีความสุขเมื่อได้แสดงออกอย่างที่รู้สึก มีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวและสิ่งใหม่ๆตามที่เราต้องการ 
               ดังนั้นความสำเร็จของมนุษย์ในการดำรงชีวิตทั่วไป จึงมักมีข้อกำหนดไว้อย่างกว้างๆว่า  เราจะต้องเข้ากับคนที่เราติดต่อด้วยให้ได้ และต้องเข้าให้ได้ดี ด้วยการเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์ร่วมกัน โดยอาศัยวิธีการสื่อสารและหลักจิตวิทยา ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์โดยทั่วไปมักถูกมองว่าเป็นเรื่องของศิลปะ(Arts) มากกว่าศาสตร์(Science) ซึ่งก็หมายความว่า  การเรียนรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว โดยขาดศาสตร์ของการสื่อสาร  ย่อมขาดศิลปะในการนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงให้ประสบความสำเร็จได้

ความหมายของการสื่อสาร
               ได้มีนักวิชาการหลายท่านให้ความหมายของการสื่อสารไว้ในหลายแง่มุม เช่น
จอร์จ เอ มิลเลอร์ : เป็นการถ่ายทอดข่าวสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
จอร์จ เกิร์บเนอร์  : เป็นการแสดงกริยาสัมพันธ์ทางสังคมโดยใช้สัญลักษณ์และระบบสาร
วิลเบอร์ ชแรมส์   : เป็นการมีความเข้าใจร่วมกันต่อเครื่องหมายที่แสดงข่าวสาร         
ซึ่งสามารถสรุปให้เข้าใจได้ง่ายๆคือ การถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารจากบุคคลฝ่ายหนึ่งที่เรียกว่าผู้ส่งสารไปยังยังบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งที่เรียกว่าผู้รับสารโดยผ่านช่องทางในการสื่อสารโดยมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ ผู้ส่งสาร(Sender) สาร(Message) ช่องทาง(Channel) และตัวผู้รับสาร(Receiver)  ซึ่งมักเรียกกันว่า SMCR

วัตถุประสงค์ของการสื่อสาร
               การสื่อสารในชีวิตของแต่ละบุคคลนั้นล้วนมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป  และส่งผลต่อการดำเนินชีวิตได้คือ ทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ทำให้ทราบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ทำให้เกิดการแสดงออก ทำให้เกิดการพักผ่อนหย่อนใจ ทำให้เกิดการเรียนรู้  ทำให้เกิดกำลังใจ(หาภาพประกอบแต่ละประเภท)

องค์ประกอบการสื่อสารของการสื่อสาร
               ตามองค์ประกอบของการสื่อสาร ทำให้เห็นว่ามีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการสื่อสารได้  ดังนั้นจึงควรต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบต่างเพื่อช่วยในการวางแผนการสื่อสาร โดยสามารถศึกษาได้จากแบบจำลองการสื่อสารของเบอร์โล


ผู้ส่งสาร และผู้รับสาร  (Sender and Receiver)ในตัวผู้ส่งสารและผู้รับสารเองก็มีองค์ประกอบที่สามารถช่วยให้การสื่อสารประสบความสำเร็จได้ อันได้แก่ ทักษะในการสื่อสาร(Communication skill) อันประกอบด้วยการพูด การฟัง การอ่าน การเขียนและยังรวมถึงการแสดงออกทางท่าทางและกริยาต่าง เช่นการใช้สายตา การยิ้ม ท่าทางประกอบ และสัญลักษณ์ต่าง การฝึกฝนทักษะการสื่อสาร และรู้จักเลือกใช้ทักษะจะช่วยส่งผลให้ประสบความสำเร็จในการสื่อสารได้ทางหนึ่ง ถัดมาก็คือทัศนคติ(Attitude) การมีที่ดีทัศนคติที่ดีต่อการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นต่อตนเอง ต่อเรื่องที่ทำการสื่อสาร หรือแม้กระทั่งต่อช่องทางและตัวผู้รับสาร และในทางกลับกันทัศนคติของผู้รับสารที่มีต่อองค์ประกอบต่างๆก็สามารทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพได้ ในทางตรงกันข้ามหากว่ามีทัศนคติที่ไม่ดีแล้วก็ย่อมทำให้เกิดความล้มเหลวได้เช่นกัน  นอกจากนี้ความรู้(Knowledge)ของตัวผู้ส่งสารและผู้รับสารเองก็มีผลต่อการสื่อสาร ทั้งความรู้ในเนื้อหาที่จะสื่อสาร ถ้าไม่รู้จริงก็ไม่สามารถสื่อสารให้ชัดเจนหรือทำให้ผู้รับสารเข้าใจได้ ผู้รับสารเองหากขาดความรู้ก็ไม่สามารถทำความเข้าใจตัวสารได้  อีกด้านหนึ่งก็คือความรู้ในกระบวนการสื่อสาร ถ้าไม่รู้ในส่วนนี้ก็ไม่สามารถวางแผนทำการสื่อสารให้สำเร็จได้เช่นกัน ในด้านสุดท้ายก็คือ สถานภาพทางสังคมและวัฒนธรรม(Social and Culture) สถานภาพของตัวเองในสังคมเช่นตำแหน่งหรือหน้าที่การงาน จะมามีส่วนกำหนดเนื้อหาและวิธีการในการสื่อสาร ด้านวัฒนธรรมความเชื่อ ค่านิยม วิถีทางในการดำเนินชีวิตก็จะมีส่วนในการกำหนดทัศนคติ ระบบความคิด ภาษา การแสดงออกในการสื่อสารด้วยเช่นกัน เช่นสังคมและวัฒนธรรมของเอเชียและยุโรปทำให้มีรูปแบบการสื่อสารที่ต่างกัน หรือแม้กระทั่งสังคมเมืองกับสังคมชนบทก็มีความแตกต่างกัน
สาร (Message) ตัวสารก็คือ เนื้อหา ข้อมูล หรือความคิดที่ถูกถ่ายทอดไปยังผู้รับสาร ซึ่งก็จะมีองค์ประกอบอยู่คือการเข้ารหัส(Code) จะเป็นกลุ่มของสัญลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้สื่อความหมาย  เนื้อหา (Content) ก็คือเนื้อหาสาระที่ถูกถ่ายทอดไปยังผู้รับสาร  และอีกส่วนหนึ่งก็คือ การจัดสาร(Treatment) เป็นการเรียบเรียงรหัส และเนื้อหาให้ถูกต้อง เหมาะสม ได้ใจความ
 ช่องทาง (Channel) ช่องทางและสื่อจะเป็นตัวเชื่อมผู้ส่งสารและผู้รับสารเข้าด้วยกัน การเลือกใช้สื่อสามารถเป็นตัวลดหรืเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารได้ ในการเลือกสื่อต้องพิจารณาถึงความสามารของสื่อในการนำสารไปสู่ประสาทสัมผัสหรือช่องทางในการรับสาร ซึ่งก็ได้แก่ การเห็น การได้ยิน การสัมผัส การได้กลิ่น การลิ้มรส
ดังนั้นองค์ประกอบของการสื่อความหมายพอสรุปได้ว่า
ผู้ส่ง อาจเป็นเพียง 1 คน หรือกลุ่มคนก็ได้ ซึ่งเป็นผู้นำเรื่องราวข่าวสาร เพื่อส่งไปยังผู้รับ โดยวิธีการใดวิธีการหนึ่งในการเข้ารหัสเพื่อให้ผู้ รับเข้าใจ สาร เนื้อหาของสารหรือสาระของเรื่องราวที่ส่งออกมา
สื่อหรือช่องทางในการนำสาร ได้แก่ ตัวกลางที่ช่วยถ่ายทอดเหตุการณ์ บทเรียน ที่ผู้ส่งต้องการให้
ไปถึงผู้รับ สื่อที่ใช้ในการถ่ายทอดอาจเป็นภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษามือ และภาษากายก็ได้
ผู้รับหรือกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้รับข่าวสารเรื่องราวต่างๆจากผู้ส่ง
ผล ได้แก่ การรับรู้ข่าวสารของผู้รับ ซึ่งผู้รับจะเข้าใจข่าวสารมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสิ่งที่ใช้ในสถานการณ์และทัศนคติของผู้รับในขณะนั้น
ข้อมูลย้อนกลับ ได้แก่ การแสดงกิริยาตอบสนองของผู้รับต่อข้อมูลข่าวสารให้ผู้ส่งรับรู้การสื่อความหมาย จำแนกเป็น 3 ลักษณะ
                   1.วิธีการของการสื่อความหมาย              วจนภาษา หมายถึง การสื่อความหมายโดยใช้ ภาษาพูด อวจนภาษา หมายถึง การสื่อความหมายโดยใช้ภาษากาย ภาษาเขียน และภาษามือ         การเห็นหรือการใช้จักษุสัมผัส หมายถึง  การสื่อความหมายโดยใช้ภาษาภาพ                    2. รูปแบบการสื่อความหมายการสื่อความหมายทางเดียว เช่น การสอนโดยใช้สื่อทางไกลระบบออนไลน์การสื่อความหมายสองทาง เช่น การคุย MSN การคุยโทรศัพท์ การเรียนการสอนในชั้นเรียน                     3. ประเภทของการสื่อความหมายการสื่อความหมายในตนเอง เช่น การเขียน การค้นคว้า การอ่านหนังสือการสื่อความหมายระหว่างบุคคล เช่น การคุยโทรศัพท์ การคุย MSNการสื่อความหมายกับกลุ่มชน เช่น ครูสอนนักเรียน การบรรยายของวิทยากรกับผู้เข้าอบรมการสื่อความหมายกับมวลชน เช่น การแถลงข่าวทางวิทยุ โทรทัศน์การเรียนรู้กับการสื่อความหมายความรู้ความเข้าใจในทฤษฎีและหลักการของการสื่อความหมาย ที่ประกอบด้วยผู้ให้ความรู้(ผู้ส่ง) เนื้อหาวิชา(สาร) ผู้เรียน(ผู้รับ)
               1. การสื่อสารด้วยวาจา หรือ  "วจภาษา" (Oral Communication) เช่น การพูด การร้องเพลง เป็นต้น
             1การสื่อสารทางเดียว (One - Way Communication) เป็นการส่งข่าวสารหรือการสื่อความหมายไปยังผู้รับแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่ผู้รับไม่สามารถมีการตอบสนองในทันที (immediate response) ให้ผู้ส่งทราบได้ แต่อาจจะมีปฏิกิริยาสนองกลับ (feedback) ไปยังผู้ส่งภายหลังได้ การสื่อสารในรูปแบบนี้จึงเป็นการที่ผู้รับไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันได้ทันที จึงมักเป็นการสื่อสารโดยอาศัยสื่อมวลชน เช่น การฟังวิทยุ หรือการชมโทรทัศน์ เหล่านี้เป็นต้น
        1.1 พูดไม่ชัดเจนข้อความและคำพูดไม่ได้ใจความ
        1.2 พูดเร็วเบาเกินไป
        1.3 อารมณ์และคำพูดไม่เหมาะสม
        1.4 เสียงอื่นๆรบกวน
        1.5 ภาษาที่ใช้ต่างกัน   ฯลฯ
        2.1 ไม่ตั้งใจฟัง
        2.2 มีเสียงรบกวน
        2.3 มีการขัดจังหวะเวลาพูดหรือส่งข้อความ
        2.4 ความพิการทางประสาทรับความรู้สึกต่างๆ
        2.5 ปัญหาทางด้านอารมณ์และมีเจตคติไม่ดีต่อผู้ส่ง     ฯลฯ
        3.1 ยาวเกินไป
        3.2 สั้นเกินไปไม่ได้ความตัวหนังสืออ่านไม่ออก
        3.3 ภาษาต่างกัน
        3.4 เนื้อหาถูกถ่ายทอดหลายขั้น
        3.5 ช่องทางการส่งเนื้อหาถูกตัด      ฯลฯ

วิธีการการสื่อสาร
วิธีการการสื่อสาร แบ่งออกได้ 3 วิธี คือ
 2. การสื่อสารที่มิใช่วาจา หรือ "อวจนภาษา" (Nonverbal Communication) และการสื่อสารด้วยภาษาเขียน (Written Communication) เช่น การสื่อสารด้วยท่าทาง ภาษามือและตัวหนังสือ เป็นต้น
3.  การสื่อสารด้วยการใช้จักษุสัมผัสหรือการเห็น (Visual Communication) เช่น การสื่อสารด้วยภาพ โปสเตอร์ สไลด์ เป็นต้น หรือโดยการใช้สัญลักษณ์และเครื่องหมายต่าง ๆ เช่น ลูกศรชี้ทางเดิน เป็นต้น

รูปแบบของการสื่อสาร 
รูปแบบของการสื่อสาร แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ
            2. การสื่อสารสองทาง (Two-Way Communication) เป็นการสื่อสารหรือการสื่อความหมายที่ผู้รับมีโอกาสตอบสนองมายังผู้ส่งได้ในทันที โดยที่ผู้ส่งและผู้รับอาจจะอยู่ต่อหน้ากันหรืออาจอยู่คนละสถานที่ก็ได้ แต่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถมีการเจรจาหรือการโต้ตอบกันไปมา โดยที่ต่างฝ่ายต่างผลัดกันทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ส่งและผู้รับในเวลาเดียวกัน เช่น การพูดโทรศัพท์ การประชุม เป็นต้น

ประเภทของการสื่อสาร
              การสื่อสารภายในบุคคล(Intrapersonal Communication) การคิดหรือจินตนาการกับตัวเอง เป็นการคิดไตร่ตรองกับตัวเอง ก่อนที่จะมีการสื่อสาร ประเภทอื่นต่อไป
                การสื่อสารระหว่างบุคคล(Interpersonal Communication)   การที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาทำการสื่อสารกันอย่างมีวัตถุประสงค์ เช่นการพูดคุย ปรึกษาหารือในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
              การสื่อสารกลุ่มย่อย(Small-group) Communication)  การสื่อสารที่มีบุคคลร่วมกันทำการสื่อสารเพื่อทำกิจกรรมร่วมกันแต่จำนวนไม่เกิน 25 คน เช่นชั้นเรียนขนาดเล็ก ห้องประชุมขนาดเล็ก
              การสื่อสารกลุ่มใหญ่(Large-group Communication) การสื่อสารระหว่างคนจำนวนมาก เช่นภายในห้องประชุมใหญ่ โรงภาพยนตร์ โรงละคร  ชั้นเรียนขนาดใหญ่
การสื่อสารในองค์กร(Organization Communication)
      การสื่อสารระหว่างสมาชิกภายในหน่วยงาน เพื่อปฏิบัติงานให้สำเร็จลุล่วง เช่นการสื่อสารระหว่าเพื่อนร่วมงาน เจ้านายกับลูกน้อง
               การสื่อสารมวลชน (Mass Communication)
    การสื่อสารกับคนจำนวนมากในหลายๆพื้นที่พร้อมกัน โดยใช้สื่อมวลชน เช่น หนังสือพิมพ์  นิตยสาร วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์เป็นสื่อกลาง เหมาะสำหรับการส่งข่าวสารไปยังผู้คนจำนวนมากๆในเวลาเดียวกัน
              การสื่อสารระหว่างประเทศc(International Communication)
         การสื่อสารระหว่างบุคคลที่มีความแตกต่างกันใน เชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม การเมืองและสังคม เช่การสื่อสารทางการทูต การสื่อสารเจรจาต่อรองเพื่อการทำธุรกิจ

ปัญหาของการสื่อสาร     
การสื่อสารจะได้ผลดีที่สุดก็ต่อเมื่อผู้รับสามารถเข้าใจตรงกับที่ผู้ส่งต้องการ (ผลที่ได้ตรงกับจุดมุ่งหมาย) แต่ในกระบวนการสื่อความหมายนั้นจะต้องมีอุปสรรคเกิดขึ้นเสมอ และอุปสรรคเหล่านี้เองที่ทำให้ผลของการสื่อความหมายผิดพลาดไปจากเป้าหมายที่ผู้ส่งต้องการ ดังนั้นปัญหาของการสื่อความหมายก็เกิดขึ้นเนื่องจากอุปสรรคต่าง ๆ นั่นเอง ในที่นี้จะพิจารณาเฉพาะปัญหาที่สำคัญที่เกิดขึ้นเฉพาะในด้านผู้ส่งสาร ผู้รับสารและทางด้านเนื้อหาเท่านั้นคือ
 1.ปัญหาทางด้านผู้ส่งสาร       เช่น
                         1.1พูดไม่ชัดเจนข้อความและคำพูดไม่ได้ใจความ
        1.2 พูดเร็วเบาเกินไป
        1.3 อารมณ์และคำพูดไม่เหมาะสม
        1.4 เสียงอื่นๆรบกวน
        1.5 ภาษาที่ใช้ต่างกัน   ฯลฯ
   2. ปัญหาทางด้านผู้รับสาร       เช่น
                  2.1 ไม่ตั้งใจฟัง
        2.2 มีเสียงรบกวน
        2.3 มีการขัดจังหวะเวลาพูดหรือส่งข้อความ
        2.4 ความพิการทางประสาทรับความรู้สึกต่างๆ
        2.5 ปัญหาทางด้านอารมณ์และมีเจตคติไม่ดีต่อผู้ส่ง     ฯลฯ
   3. ปัญหาทางด้านเนื้อหา           เช่น
                  3.1 ยาวเกินไป
        3.2 สั้นเกินไปไม่ได้ความตัวหนังสืออ่านไม่ออก
        3.3 ภาษาต่างกัน
        3.4 เนื้อหาถูกถ่ายทอดหลายขั้น
        3.5 ช่องทางการส่งเนื้อหาถูกตัด      ฯลฯ


 แหล่งข้อมูลและเอกสารอ้างอิงอ้างอิง

 ที่มา    :   http://pkack2.blogspot.com/





รายการบล็อกของฉัน