welcome for shared knowledge and experience





วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

โภชนาการสำหรับทารก เด็กวัยก่อนเรียน วัยเรียน และวัยรุ่น (Nutrition in infancy,children and adolescence)

ภชนาการสำหรับทารก เด็กวัยก่อนเรียน  วัยเรียน  และวัยรุ่น
(Nutrition  in infancy,children and adolescence)
วัตถุประสงค์ เพื่อให้นักศึกษาสามมารถ
1.       ประเมินการเจริญเติบโตที่เหมาะสมเมื่อได้รับสารอาหารเพียงพอในวัยทารก เด็กวัยก่อนเรียน วัยเรียนและวัยรุ่นได้
2.       กำหนดชนิดและปริมาณอาหารที่ร่างกายต้องการในวัยทารก เด็กวัยก่อนเรียน วัยเรียนและวัยรุ่นได้
3.       อธิบายผลดีของการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดา
4.       อธิบายการให้นมมารดา นมผสม และอาหารเสริมสำหรับทารกได้
5.       วางแผนการจัดอาหารให้เพียงพอตามที่กำหนดสำหรับทารก  เด็กวัยก่อนเรียน วัยเรียนและวัยรุ่นได้
6.       ให้คำปรึกษาเพื่อแก้ปัญหาทางโภชนาการที่พบบ่อยในทารก เด็กวัยก่อนเรียน วัยเรียนและวัยรุ่นได้

โภชนาการสำหรับทารก
(Nutrition in infancy)
วัยทารก  หมายถึง เด็กแรกเกิดตอย่างรวดเร็ว  ทารกที่คลอดโดยมารดาที่มีสุขภาพและภาวะโภชนาการดี น้ำหนักจะอยู่ประมาณ  2,700-3,900 กรัม หรือโดยเฉลี่ยประมาณ 3,000 กรัม 
 ทารกหลังคลอดถ้าได้รับอาหารพอเพียงจะเจริญเติบโตมีน้ำหนักดี ดังต่อไปนี้
            2 เท่าของน้ำหนักแรกเกิดเมื่ออายุ 4-5 เดือนคือ 6 กิโลกรัม
            3 เท่าของน้ำหนักแรกเกิดเมื่ออายุ 12 เดือน คือ 9 กิโลกรัม
            4 เท่าของน้ำหนักแรกเกิดเมื่ออายุ   2 ปี คือ    12 กิโลกรัม
            จากนั้นน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นอีกปีละประมาณ 2 กิโลกรัม เช่นเด็กอายุ ปี จะหนักประมาณ 18 กิโลกรัม  หรือใช้สูตร การหาน้ำหนักภายหลัง 2 ปี ดังนี้
            น้ำหนัก (กิโลกรัม)  =  8 + ( 2 X อายุเป็นปี )± 2

            สำหรับส่วนสูงที่ทารกหลังคลอดได้รับอาหารเพียงพอมีส่วนสูงเพิ่มขึ้นดังนี้
            0.5  เท่า ของส่วนสูงแรกเกิด เมื่ออายุ 1 ปี
            1 เท่า ของส่วนสูงแรกเกิด เมื่ออายุ 4 ปี

            เส้นรอบวงศีรษะ เนื่องจากการเจริญเติบโตของสมองตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์จนกระทั่งอายุ 2 ปี ในระยะนี้จำนวนเซลล์และขนาดสมองขึ้นอยู่กับการได้รับสารอาหารที่เหมาะสม เส้นรอบวงศีรษะจะเพิ่มขึ้น 2/3 เท่าของเส้นรอบวงศีรษะแรกเกิดเมื่ออายุ 2 ปี
            การประเมินภาวะโภชนาการของทารกจากส่วนสูง น้ำหนัก และเส้นรอบวงศีรษะโดยการเปรียบเทียบกับตารางการเจริญเติบโตมาตรฐานของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจำแนกตามเพศได้แก่
            -ส่วนสูงเมื่อเปรียบเทียบกับอายุ (Height for age)
            -น้ำหนักเมื่อเปรียบเทียบกับอายุ (Weight for age)
            -น้ำหนักเมื่อเปรียบเทียบกับส่วนสูง (Weight for Height)
            -เส้นรอบวงศีรษะเมื่อเปรียบเทียบกับอายุ (Head circumference for age)

ความต้องการสารอาหารในทารก
(Nutritional Requirements)
1.       พลังงาน ทารกมีการสูญเสียความร้อนมากเนื่องจากพื้นที่ผิวของทารกมีมากเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำหนักตัว ทารกต้องการพลังงานวันละ 100 กิโลแคลลอรี่ / กิโลกรัม ซึ่งมากกว่าผู้ใหญ่ 3 เท่า (ผู้ใหญ่ต้องการวันละ 30-40 กิโลแคลลอรี่ / กิโลกรัม
การใช้พลังงานของทารกมีดังนี้
1.1 พลังงานสำหรับ BMR = 55   กิโลแคลลอรี่ / กิโลกรัม / วัน
1.2 พลังงานสำหรับการเจริญเติบโต = 35   กิโลแคลลอรี่ / กิโลกรัม / วัน
1.3 พลังงานสำหรับการทำกิจกรรม = 10   กิโลแคลลอรี่ / กิโลกรัม / วัน
      รวมทั้งหมด  100   กิโลแคลลอรี่ / กิโลกรัม / วัน
      ในช่วง 2-3 เดือนแรกเกิด  ทารกได้รับพลังงานจากน้ำนมมารดาอย่างเพียงพอ  น้ำนมมารดาให้พลังงาน 68 กิโลแคลลอรี่ ต่อ น้ำนม 100  มิลลิลิตร (20 กิโลแคลลอรี่/ 1 ออนซ์)
2.       คาร์โบไฮเดรต   แลคโตสเป็นสารอาหารคาร์โบไฮเดรตที่พบในน้ำนมมารดา ในนมมารดาจะให้พลังงานจากแลคโตส ร้อยละ 42 ของพลังงานทั้งหมด ในนมวัวให้พลังงานจากแลคโตส ร้อยละ 28 ของพลังงานทั้งหมด   แลคโตสมีความสำคัญกับทารกเพราะเป็นแหล่งให้กาแลคโตส   กับ กลูโคส ร่างกายทารกจะนำมาสร้าง Cereboside  ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของ Myelin ในใยประสาท
3.       โปรตีน ความต้องการโปรตีนในทารกแรกเกิด – 6 เดือน จะเป็น 2.2กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน และลดลงเหลือ 2 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ใน 6 เดือนหลัง
4.       ไขมัน เป็นแหล่งให้พลังงานให้กรดไขมันจำเป็น (essential fatty acid)เป็นตัวพาวิตามินที่ละลายในไขมันและให้ทารกรู้สึกอิ่ม  มีการเรียนรู้ในการควบคุมการกินอาหาร
5.       วิตามินและเกลือแร่
5.1    Vitamin K ควรให้ทารกแรกคลอดทุกคน เพื่อป้องกัน hemorrhagic disease  ปริมาณที่ให้คือ 1 มิลลิกรัม ฉีดกล้ามเนื้อ
5.2    วิตามินจากน้ำนมมารดา มีเพียงพอไม่จำเป็นต้องเสริม ยกเว้นในรายที่มารดาได้รับวิตามิน ดี ไม่พียงพอและทารกไม่ได้รับแสงอุลตร้าไวโอเลต ควรให้วิตามินดีเสริม 400 IU / วัน
5.3    การขาดธาตุเหล็กพบได้น้อยมากในช่วง 4-6 เดือน เพราะทารกจะสะสมเหล็กไว้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ระยะหลัง  6 เดือน การดูดซึมเหล็กของทารกจะลดลง จึงให้เหล็กเสริม
5.4    ฟลูออไรด์ ถ้าหากใช้น้ำที่บริโภคมีฟลูออไรด์ต่ำกว่า 0.3 ส่วน / ล้านส่วน ควรเสริมฟลูออไรด์ในขณะที่ฟันยังไม่สร้างสารเคลือบฟัน  ปริมาณที่เสริมคือ 0.5 มิลลิกรัม ต่อวัน
5.5    ทารกควรได้รับอาหารเสริมตั้งแต่ 4 เดือน เพราะน้ำนมและนมผสมสารอาหารไม่เพียงพอ
6.       น้ำ ทารกควรได้น้ำ 150 มล. ต่อ 100 กิโลแคลลอรี่ ต่อ วัน

ผลดีของการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดา
1.       ทารกได้รับสารอาหารครบถ้วน น้ำนมมารดามีสารอาหารที่เพียงพอแก่ทารกจนกระทั่ง 6 เดือน จากนั้นต้องได้รับอาหารเสริม
2.       ประหยัด
3.       สะดวก สะอาด ปลอดภัย
4.       มีภูมิต้านทานเชื้อโรค ในน้ำนมมารดา จะมี Immunoglobin (Ig A) ซึ่งมีบทบาทในการป้องกันการติดเชื้อ
5.       ด้านจิตใจ สายสัมพันธ์แม่ลูก (Bonding)
6.       ป้องกันการเกิดภูมิแพ้ (allergy)  เพราะน้ำนมมารดาไม่มี  βlactoglobulin  ซึ่งเป็นสาเหตุโรคภูมิแพ้
7.       ไม่เกิดปัญหาทารกได้รับสารอาหารมากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่โรคอ้วนและเบาหวานในเวลาต่อมา
8.       ผลดีต่อตัวมารดา ประจำเดือนมาช้า ช่วยในการวางแผนครอบครัว ป้องกันการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 7 เดือน  เพิ่มประสิทธิภาพการหดตัวของมดลูกเพราะการที่ทารกดูดนมจะมีการกระตุ้นให้หลั่ง Oxytocin ช่วยให้มดลูกหดตัวเข้าเชิงกรานได้ดี  อีกทั้งมีอัตราการเกิดมะเร็งที่เต้านมน้อยกว่ามารดาที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

การเลี้ยงลูกด้วยนมมารดา
(Breast feeding)
                            baby_101.jpg
1.       เตรียมเต้านมตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ โดยการนวดหรือทาด้วยน้ำมันมะกอกหรือครีม ควรดึงหัวนมวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละหลายๆที และถ้าหัวนมบุ๋มหรือบอดให้พยายามดึงออก
2.       การให้นมบุตรควรให้ทารกดูดนมทันทีหลังคลอด น้ำนมแม่เป็นสีเหลืองมีไม่มากนัก วันละ 10-40 มล.ต่อวัน แต่มีประโยชน์มากด้านภูมิคุ้มกันโรค การให้ทารกดูดนมมารดาเป็นการกระตุ้นสร้างและหลั่งนมออกมามากขึ้น ทารกจะใช้เวลาดูดนมประมาณ 5-20 นาที จนหมดเต้าในระยะแรกๆ และดูดสลับทั้ง 2 เต้าในแต่ละมื้อ
3.       ข้อบ่งชี้ว่าแม่มีน้ำนมเพียงพอและคุณภาพดีคือขณะที่ทารกดูดนมข้างหนึ่ง จะมีน้ำนมไหลออกมาอีกข้างหนึ่ง เมื่อทารกดูดจนพอใจแล้วจะหลับไปด้วยความสุข ไม่ร้องกวน
4.       การหย่านมควรสนับสนุนให้ทารกดื่มนมแม่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้หากไม่มีข้อห้ามอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 18 เดือน และทารก  เมื่ออายุ 4-6 เดือนขึ้นไป

การให้น้ำนมผสม
   1.การเตรียมขวดนม
1.1    ล้างและทำความสะอาดขวดนมและหัวนมทุกครั้งหลังจากที่ทารกดื่มนมเสร็จแล้วผึ่งให้แห้งทุกครั้ง
1.2    ขวดนมและหัวนมต้มน้ำให้เดือด 5-10 นาที หรือนึ่งในหม้อนึ่ง
1.3    การผสมนมให้ใส่น้ำสุกที่พออุ่นในขวดจนถึงระดับขีดที่ต้องการเช่น 2 หรือ 4 ออนซ์ แล้วตวงนมผงใส่เข้าไปในขวด ปิดขวดนมแล้วเขย่าจนนมผงละลายหมด จะได้น้ำนมที่มีพลังงาน 20 กิโลแคลลอรี่ ต่อ ออนซ์
   2.หลักการเลี้ยงลูกด้วยนมผสมมีหลักการเหมือนเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คือ
1.1    กอดทารกบนตักแก้มชิดกับอกเพื่อให้ทารกได้รับการสัมผัสและอบอุ่น
1.2    ถือขวดนมให้ตั้งตรงไม่ให้มีอากาศในหัวนมที่ทารกดูดเข้าไป
1.3    ระยะแรกๆทารกจะดูดนมครั้งละ 1-2 ออนซ์ ทุก 2-3 ชั่วโมง  และจะเพิ่มเป็น 3-4 ออนซ์ ทุก 4 ชั่วโมงเมื่ออายุ 6-8  อาทิตย์    จะเพิ่มขึ้นเป็น 6-7 ออนซ์ ทุก 5 ชั่วโมง เมื่ออายุ4-6 เดือน  พอเกิน  6 เดือนอาจจะดื่มนม  7-8 ออนซ์วันละ  4 ครั้ง
1.4    ไม่ควรให้ทารก ดื่มกลูโคสเพราะมีรสหวานแต่ให้ประโยชน์น้อย
1.5    ไม่ควรให้นมระหว่างมื้อมาก นอกจากวันที่มีอากาศร้อนเหงื่อมาก
1.6    ควรให้ทารกเรอลมระหว่างให้นมผสมประมาณ 2 ออนซ์

การให้อาหารเสริม
(Supplementary food)
นมแม่ คืออาหารที่ดีที่สุด และจำเป็นที่สุดสำหรับทารกแรกเกิด เนื่องจากนมแม่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนให้ภูมิต้านทานลูก ส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูก และช่วยในการพัฒนาของเด็กได้ดีที่สุดทั้งร่างกายและจิตใจดังนั้นในระยะสามเดือนแรกของชีวิต  ลูกน้อยจึงควรได้รับแต่น้ำนมแม่ ซึ่งธรรมชาติได้ปรุงแต่งให้สะอาด เหมาะสม มีคุณค่า และเพียงพอสำหรับเด็กทุกคนแต่เพียงอย่างเดียว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้อาหารเสริมอื่นใด แม้แต่น้ำ
อย่างไรก็ดี น้ำนมแม่จะพอเพียงสำหรับลูกไปจะถึงอายุ 4-6 เดือน หลังจากนั้น น้ำนมแม่จะเริ่มมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการในการเจริญเติบโตของลูก ดังนั้นลูกจึงจำเป็นต้องได้รับอาหารเสริมตั้งแต่เดือนที่ 4 เป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ การเจริญเติบโตของลูกเป็นไปเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตาม น้ำนมแม่ก็ยังต้องให้เป็นมื้อหลักอยู่เช่นเดิม  
            อาหารเสริมที่เหมาะสมและเพียงพอกับความต้องการของทารกมีความสำคัญยิ่งดังแสดงในตารางการให้อาหารเสริม ดังนี้

อายุ
 อาหารเสริม
ครบ 3 เดือน
ข้าวบดใส่น้ำแกงจืด  ผลัดเปลี่ยนกับกล้วยครูด (กล้วยสุก)
ครบ 4 เดือน
ข้าวบดกับไข่แดงต้มสุก ข้าวบดกับตับ หรือข้าวบดกับถั่วต้มเปื่อย
ครบ 5 เดือน
เริ่มอาหารจำพวกปลา ควรเติมฟักทองหรือผักบดด้วย
ครบ 6 เดือน
อาหารมื้อหลัก 1 มื้อ ให้กล้วยหรือมะละกอสุกเป็นอาหารว่างอีก 1 มื้อ
ครบ 7 เดือน
เริ่มเนื้อสัตว์บดผสมข้าวสุก และให้ไข่ทั้งฟองได้
ครบ 8-9 เดือน
อาหารมื้อหลัก 2 มื้อ
ครบ 10-11 เดือน
อาหารมื้อหลัก 3 มื้อ










หลักเกณฑ์ทั่วไปที่แนะนำในการให้อาหารเสริมแก่ทารก
1. เมื่อเริ่มให้อาหารเสริม ควรให้ทีละอย่าง 
2. เริ่มให้แต่ละอย่างทีละน้อยเท่านั้น แล้วจึงค่อยๆเพิ่มปริมาณเมื่อทารกรับได้ดี 
3. เมื่อจะเริ่มให้อาหารใหม่แต่ละชนิด ควรเว้นระยะห่างกันสัก 1-2 สัปดาห์ เพื่อดูปฏิกิริยาตอบสนองจากร่างกายเสียก่อน 
4. อย่าเริ่มอาหารเสริมจำพวกกล้วยครูดหรือข้าวบด ก่อนอายุ 3 เดือน เพราะระบบย่อยของทารกยังไม่พร้อม อาจเกิดปัญหาท้องอืด    อาหารไม่ย่อย   และทำให้ทารกดื่มนมลดลง 
5. ต้องเตรียมอาหารเสริมให้ลูกอย่างสะอาด 
6. ถ้าทารกไม่สมัครใจ ปฏิเสธไม่ยอมกินอาหารในครั้งแรกๆ อย่าพยายามบังคับ ให้ทารกกิน ควรจะให้เวลาทารกบ้าง    งดเสียก่อนชั่วคราว อีกสัก 3-4 วันค่อยลองใหม่ ลองฝึก  ไปเรื่อยๆ จนกว่าทารกจะกินได้ 
7. ให้เด็กหัดช่วยตัวเอง โดยทั่วไปเด็กจะนั่งได้เมื่ออายุ 7 เดือน และชอบหยิบของเข้าปากเอง ดังนั้นช่วงนี้จึงควรสอนให้เด็กจับ ช้อน  และส่งอาหารเข้าปาก 
8. อย่าให้อาหารรสจัดแก่เด็ก ควรปรุงรสจืดเป็นพื้นไปก่อน 
9. ไม่ให้อาหารจำพวกน้ำหวาน น้ำอัดลมแก่เด็ก เพราะจะทำให้เด็กติดใจในรสหวานของ อาหารเหล่านี้ แล้วปฏิเสธอาหารรสอื่น 
10. ในวันหนึ่งๆ เมื่อเด็กทานอาหารเสริมได้ 1 มื้อหลัก ควรให้อาหารที่ครบคุณค่าทั้ง 5 หมู่ 
  
     ไม่ควรกินอาหารจำกัดแต่หมู่เดียว หรือให้เด็กกินซ้ำซากจำเจจนเคยชินกับอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ยอมกินอย่างอื่น
    การให้อาหารเสริม จะให้เวลาใดก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกของมารดา แต่ควรให้เป็นเวลาเพื่อให้ระบบการย่อยของเด็กได้ฝึกปรับตัว
กราฟแสดงส่วนสูง                                                                                  กราฟแสดงน้ำหนัก
weight_large.gif    weight_large.gif
กราฟแสดงน้ำหนักและส่วนสูงเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของทารก ในช่วง 2-3 เดือนแรก ทารกจะมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว และเมื่ออายุครบ 12 เดือน อัตราการเติบโตจะช้าลง
ที่มา : ttp://www.nestlebaby.com/th/baby_development/what_to_expect/information_about_weight_size/

โภชนาการสำหรับหญิงให้นมบุตร (Nutrition for lactating women)

โภชนาการสำหรับหญิงให้นมบุตร
(Nutrition for lactating  women)
แม้ทารกจะคลอดออกมาจากครรภ์มารดาแล้ว  หญิงมีครรภ์ยังต้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอและเป็นประโยชน์ต่อไป เพราะทารกยังต้องกินนมมารดาอยู่ โดยเฉพาะใน 6 เดือนหลังคลอด ทารกต้องได้นมมารดาเป็นหลัก ดังนั้นโภชนาการสำหรับหญิงให้นมบุตรจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

ความต้องการด้านโภชนาการในระยะให้นมบุตร
(Nutritional requirements in lactation)
            กระบวนการสร้างน้ำนมจำเป็นต้องใช้สารอาหารโดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำนมที่เพียงพอแก่ทารก ดังนั้นสารอาหารที่ร่างกายต้องการช่วงระยะให้นมทารก มีดังนี้
1.       สารอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ในแต่ละวันต้องผลิตน้ำนมสำหรับทารกในระยะ 6 เดือนแรก ประมาณ 850 ซีซี  แต่ในช่วง 6 เดือนหลัง จะลดลงประมาณ 600 ซีซี /วัน  จากการศึกษาพบว่า น้ำนมคน 100 ซีซี ให้พลังงาน 67 กิโลแคลลอรี่ และต้องใช้พลังงาน 85 กิโลแคลลอรี่ ในการผลิตน้ำนม 100 ซีซี เพราะฉะนั้นกรรมการอาหารและโภชนาการสหรัฐอเมริกา จึงเสนอให้หญิงที่ให้นมบุตรต้องรับพลังงานเพิ่ม วันละ 500 กิโลแคลลอรี่
2.       โปรตีน  ต้องการเพื่อใช้ในการผิตน้ำนมและซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ของมารดาที่เสียไประหว่างคลอด ในน้ำนมมาดาที่มีโภชาการดี ผลิตน้ำนมวันละ 850 ซีซี มีโปรตีนร้อยละ 1.2 คิดเป็นโปรตีนทั้งหมด 10 กรัม   อาหารโปรตีนจะเปลี่ยนเป็นโปตีนในน้ำนมร้อยละ 70  ดังนั้นหญิงให้นมบุตรควรได้รับโปรตีนเพิ่มวันละ 19 กรัม ใน 6 เดือนแรกหลังคลอด และ 14 กรัมในช่วง 6 เดือนหลัง
3.       แคลเซี่ยม  เป็นสารอาหารที่สำคัญในการสร้างน้ำนม ในน้ำนม 100 ซีซี มีแคลเซี่ยม 30 มิลลิกรัม ใน 1 วัน หญิงให้ห้นมบนมบุตรจึงต้องการแคลเซี่ยม 200-300 มิลลิกรัม
4.       เกลือแร่และวิตามินชนิดต่างๆ ควรรับประทนอาหารให้ครบ 5 หมู่  กินอาหารทะเลอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง  และกินตับอย่างน้อยอาทิตย์ละ1 ครั้ง
5.       น้ำ ในระยะให้นมบุตร มารดาควรดื่มน้ำประมาณ 8-10 แก้ว ซึ่งจะช่วยหลั่งน้ำนมให้ดีขึ้น

ตาราง 7.4
ตาราง 7.5

แนวทางการบริโภคอาหารของหญิงให้นมบุตร
(Guide for eating)
1.       ประเภทของอาหาร
1.1.     เนื้อสัตว์ต้องไม่ติดมัน เช่นเนื้อปลา  ไก่ เนื้อหมูหรือ วัวไม่ติดมัน ควรได้รับ 180-240 กรัมต่อวัน หรือวันละ ¾- 1 ถ้วยตวง
1.2.     ไข่ควรกินวันละ 1 ฟอง
1.3.     นมไขมันต่ำอย่างน้อยวันละ แก้ว
1.4.     ผักผลไม้รับประทานทุกวัน
1.5.     ไขมัน วันละ 3 ช้อนโต๊ะ
1.6.     ข้าวและแป้งชนิดต่างๆ ควรได้รับวันละ 4 ถ้วยตวง ไม่ควรรับประทานอาหารหวานจัด
2.       ข้อแนะนำเกี่ยวกับอาหารในหญิงให้นมบุตร
2.1  กินอาหารให้ครบ 5 หมู่
2.2  หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน
2.3  หลีกเลี่ยงอาหารหวาน  ของทอด  ขาหมู  ไขมันสูง
2.4  ดื่มน้ำให้เพียงพอ
2.5  พักผ่อนและออกกำลังกายให้เพียงพอและสม่ำเสมอ
3.       ตัวอย่างรายการอาหาร ใน 1 วัน
อาหารเช้า          
ข้าวสุก    1 ½ -2   ถ้วยตวง
ผัดถั่วงอกใส่เต้าหู้กับหมู       1          ถ้วยตวง
แกงจืดตำลึงหมูสับ             1          จาน
ละมุด                             1          ผล
อาหารว่าง
นมไขมันต่ำ                      1          ถ้วยตวง
อาหารกลางวัน
ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ้วหมูใส่ไข่       1          จาน
เกาเหลาลูกชิ้นเนื้อสดกับตับ   1          ถ้วย
กล้วยบวดชี                      1          ถ้วย
ส้ม                                2          ผล
อาหารว่าง
นมไขมันต่ำ                      1          ถ้วยตวง
แอปเปิ้ล                          1          ผล
อาหารเย็น
ข้าวสุก    1 ½ -2   ถ้วยตวง
แกงเลียง                         1          ถ้วยตวง
ปลาทอด                         1          ตัว
ผัดผักบุ้งกับหมู                  1          จาน
มะละกอ                         1          ถ้วยตวง
อาหารว่าง
นมไขมันต่ำ                      1          ถ้วยตวง
ดื่มน้ำวันละ                      8-10      แก้ว

โภชนศาสตร์สุขภาพ

อาหารสำหรับบุคคลในวัยต่างๆ
โภชนาการสำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
(Nutrition for pregnant and lactating women)
วัตถุประสงค์ นักศึกษาสามารถ
1.       อธิบายอาการที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระยะตั้งครรภ์ และให้คำปรึกษาการบริโภคอาหารที่เหมาะสมได้
2.       ประเมินการเพิ่มของน้ำหนักตัวที่เหมาะสม และ ภาวะโภชนาการในระยะตั้งครรภ์ได้
3.       ประเมินภาวะแทรกซ้อนจากปัจจัยด้านโภชนาการในระยะตั้งครรภ์ และให้คำปรึกษาการบริโภคอาหารเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้
4.       บอกชนิดและปริมาณสารอาหารที่ร่างกายต้องการเพิ่มขึ้นในระยะตั้งครรภ์และให้นมบุตรได้
5.       วางแผนการบริโภคอาหารให้เพียงพอตามที่กำหนดในระยะตั้งครรภ์และให้นมบุตรได้
      โภชนาการสำหรับหญิงตั้งครรภ์
(Nutrition for pregnant   women)
            การตั้งครรภ์เป็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามธรรมชาติ ไม่ใช่การเจ็บป่วย มีการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายหลายอย่างรวมทั้งเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทำให้มีความต้องการสารอาหารเพิ่มมากขึ้น ในระยะนี้หากหญิงมีครรภ์ไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ จะมีผลเสียต่อทั้งแม่และลูกเป็นอย่างมาก คือมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์และการคลอดสูง ทำให้น้ำหนักทารกแรกเกิดน้อยกว่า 2500 กรัม และปริมาณน้ำนมที่ต้องเลี้ยงลูกอาจจะไม่พอ เพื่อให้ทารกมีสุขภาพแข็งแรงนั้นจำเป็นที่ทารกต้องได้สารอาหารที่เพียงพอตั้งแต่อยู่ในครรภ์ 
โภชนาการและการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์   (Nutrition and fetal growth)
            โภชนาการมีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และจาการการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า  การทำให้หนูขาดสารอาหารตั้งแต่เกิดจนกระทั่งหย่านม หนูจะมีขนาดเล็กกว่าปกติ ถึงแม้ว่าจะให้สารอาหารที่ครบถ้วนแล้วหนูยังมีขนาดเล็กกว่าปกติ   ระยะต่อมาหากให้สารอาหารที่ครบถ้วนต่อไป หนูสามารถมีขนาดโตเท่าปกติได้  ซึ่งอธิบายได้ว่าช่วงอายุของการขาดสารอาหารมีผลต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะทารกที่อยู่ในครรภ์และวัยทารก
              การขาดสารอาหารในทารกในครรภ์มีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองเนื่องจากเซลล์สมองจะหยุดแบ่งตัว หลัง 12- 18 เดือน ดังนั้นในเด็กขวบปีแรกหากมีการขาดสารอาหารจะทำให้สมองเติบโตช้า มีขนาดเล็กกว่าปกติ อย่างไรก็ตามหากการขาดสารอาหารอยู่ในระยะที่เซลล์ยังแบ่งตัวได้และได้รับสารอาหารทดแทนทันก็จะสามารถทำให้สมองเจริญเติบโตเท่ากับคนปกติ
            เมื่อตั้งครรภ์ 2 อาทิตย์แรก ไข่ที่ผสมแล้วจะฝังตัวที่เยื่อบุมดลูก และมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว และเริ่มมีการสร้างรกขึ้น  ประมาณ 2 – 8 อาทิตย์ทารกจะมีการสร้างอวัยวะที่สำคัญเช่น  หัวใจ  ไต  ปอด  ตับ และกระดูก จากการทดลองในสัตว์พบว่า หากระยะนี้ขาดสารอาหาร หรือมีภาวะทุพโภชนาการ จะเกิดความพิการแต่กำเนิดได้ (Congenital Malformation)
การเปลี่ยนแปลงด้านสรีระและการครองธาตุในหญิงตั้งครรภ์
 (Physiological and Metabolic  Change in pregnancy)
            การเปลี่ยนแปลงด้านสรีระ และการครองธาตุที่สำคัญจะเกิดขึ้นอย่างมากช่วงไตรมาสแรกถึงไตรมาสที่
ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้
1.       การเพิ่มของปริมาณน้ำเลือด   ร้อยละ 50   โดยมีการเพิ่มระดับฮีโมโกลบินร้อยละ 20  โดยการเพิ่มนี้จะสูงสุดในระยะกลางไตรมาส 3 จนกระทั่งคลอด   การเพิ่มของน้ำเลือดที่มากขึ้นมีผลทำให้ระดับฮีโมโกลบิน และอัลบูมินในเลือดลง  ทำให้ Colloid osmotic pressure ลดลง ส่งผลให้ของเหลวระหว่างเซลล์เพิ่มขึ้นมารดาจะมีอาการบวม
2.       การเพิ่มระดับฮอร์โมน เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน รวมทั้งฮอร์โมนที่สร้างมาจากรก   มีผลทำให้ไนโตรเจนสะสมในร่างกายเพิ่มขึ้นเพิ่มการสะสมของกลัยโคเจนและไขมัน  โดยเฉพาะไขมันจะเพิ่มประมาณ 3-4 กิโลกรัม ระดับไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น รวมถึงวิตามินที่ละลายในไขมันด้วย
3.       ระดับอินซูลินในเลือดเพิ่มขึ้น  ความทนต่ออินซูลินของเนื้อเยื่อ (Insulin resistance)เพิ่มขึ้นส่งผลให้
เกิดความผิดปกติของ Glucose tolerance test เพิ่มขึ้น
4.       การคลื่นไส้อาเจียน เป็นอาการที่พบบ่อยในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเรียกง่ายๆ ว่า การแพ้ท้อง ซึ่งอาการจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ถ้าเป็นอยู่หลายวันควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจจะเป็นอันตรายแก่ทารกในครรภ์ได้   และการแพ้ท้องสัมพันธ์กับสภาพจิตใจด้วย หญิงตั้งครรภ์มักต้องการความสนใจจากบุคคลใกล้ชิดด้วยเช่นกัน อาการแพ้ท้องอาจจะช่วยให้ทุเลาโดยรับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยว หรือการกินอาหารอ่อนย่อยง่าย น้อยๆแต่บ่อยครั้ง ควรหลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด ไขมันสูง
5.       การเปลี่ยนแปลงระบบทางเดินอาหาร เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนทำให้ลำไส้บีบตัวช้าลง น้ำย่อยในกระเพาะอาหารหลั่งน้อยลง ทำให้อาหารอยู่ในกระเพาะอาหารเป็นเวลานาน เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด และคลื่นไส้อาเจียนได้ง่าย บางครั้งเกิดกรดไหลย้อน ทำให้เกิดอาการแสบยอดอก (Heartburn) และในระยะ 2-3 เดือนก่อนคลอด มักมีอาการท้องผูก เพราะขนาดครรภ์โตขึ้นและไปกดทับลำไส้ ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวน้อย รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์มักรับประทานอาหารที่มีกากน้อย ออกกำลังกายไม่เพียงพอ ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์ควรดื่มน้ำและรับประทานผลไม้ให้มากขึ้น  พร้อมกับออกกำลังกายเบาๆ
6.       น้ำหนักเพิ่มขึ้น  ในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์น้ำหนักจะเพิ่มน้อยมาก ประมาณ 1-2 กิโลกรัม เพราะทารกเจริญเติบโตช้ามาก  หลังจาก เดือนแล้วน้ำหนักจะค่อยๆเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มเร็วที่สุด 3 เดือนก่อนคลอด อาจเพิ่มขึ้น 0.5 กิดลกรัม ต่อ สัปดาห์รวมตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ น้ำหนักควรเพิ่มประมาณ 12.5 กิโลกรัม และไม่ควรน้อยกว่า 7  กิโลกรัม หรือเกิน 13  กิโลกรัม 




       น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะเป็นส่วนต่างๆ ของมารดาและทารก ดังนี้
       ทารก     3,335    กรัม
      มดลูก      890      กรัม
      รก         670       กรัม
      น้ำคร่ำ    790       กรัม
      เลือด      1,340    กรัม
     ของเหลวในร่างกาย            890      กรัม
     เต้านม    450       กรัม
     ไขมัน     4,020    กรัม
     น้ำหนักทั้งหมด      12,485 กรัม (ประมาณ 12.5 กิโลกรัม)
เกณฑ์การเพิ่มของน้ำหนักตัวที่เหมาะสมในหญิงตั้งครรภ์ (General Targets of appropriate weight gain)
            เกณฑ์การเพิ่มของน้ำหนักตัวที่เหมาะสมในหญิงตั้งครรภ์    แบ่งเป็น 5 ระดับ
1.       สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคอ้วน คือมีน้ำหนักตัวก่อนการตั้งครรภ์เกินร้อยละ 120 ของน้ำหนักตัวมาตรฐาน ควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ 7-8 กิโลกรัม โดยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไม่เกิน 300 กรัมต่อสัปดาห์
2.       สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักเกิน  คือมีน้ำหนักตัวก่อนการตั้งครรภ์อยู่ระหว่างร้อยละ 110-119 ของน้ำหนักตัวมาตรฐานควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ 10 กิโลกรัม โดยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไม่เกิน 350 กรัมต่อสัปดาห์
3.       สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักตัวปกติและวางแผนให้นมบุตรหลังคลอด คือมีน้ำหนักตัวก่อนการตั้งครรภ์อยู่ในเกณฑ์ปกติ (ระหว่างร้อยละ 90-109 ของน้ำหนักตัวมาตรฐาน)  ควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ 12 กิโลกรัม โดยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไม่เกิน 400 กรัมต่อสัปดาห์ ในระยะ ไตรมาสที่2 และ 3
4.       สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นวัยรุ่น  (อายุ <18 ปี) หรือสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่น้ำหนักตัวน้อยกว่าร้อยละ 90 ของน้ำหนักมาตรฐาน ควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ 14- 15 กิโลกรัม โดยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไม่เกิน 500 กรัมต่อสัปดาห์
5.       สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีลูกแฝด ควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ 18 กิโลกรัม โดยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไม่เกิน 650 กรัมต่อสัปดาห์ ในระยะ 20 สัปดาห์ก่อนคลอด
การประเมินภาวะโภชนาการทางห้องปฏิบัติการในหญิงตั้งครรภ์
              เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงมากจึงมีค่าทางห้องปฏิบัติการที่ใช้เป็นพื้นฐานในการประเมินภาวะโภชนาการตลอดการตั้งครรภ์ได้
ความต้องการด้านโภชนาการในระยะมีครรภ์ (Nutritional requirements in pregnancy)
1.       สารอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่คาร์โบไฮเดรต  ไขมันและโปรตีน ซึ่งตลอดช่วงการมีครรภ์ หญิงมีครรภ์ต้องการพลังงานเพิ่ม 80,000 กิโลแคลลอรี่ หรือประมาณวันละ 300 กิโลแคลลอรี่ / วัน  องค์การอนามัยโลกได้เสนอแนะให้หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับพลังงานเพิ่มวันละ 250 กิโลแคลลอรี่ และอาจลดลงเหลือวันละ 200 กิโลแคลลอรี่ ในหญิงตั้งครรภ์ที่ทำกิจกรรมลดลง  น้ำหนักหญิงตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก   ควรเพิ่ม 1-2 กิโลกรัม และในช่วงต่อไปควรเพิ่ม 0.4 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ กองโภชนาการ กรมอนามัยกำหนดให้หญิงในอายุ 20 ปี ขึ้นไปได้รับพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลลอรี่  ดังนั้นหญิงมีครรภ์ควรได้รับพลังงานวันละ 2,300 กิโลแคลลอรี่  จึงจะเพียงพอต่อการเจริญเติบโตทารกในครรภ์   สารอาหารที่ให้พลังงาน จากคาร์โบไฮเดรต  ไขมันและโปรตีน  ซึ่งได้จากเนื้อสัตว์ นม ไข่ ข้าว ก๋วยเตี๋ยว  บะหมี่ และอาหารแป้งชนิดอื่น ๆ ถั่วต่างๆ ควรหลีกเลี่ยงขนมหวานจัด เพราะจะทำให้ได้รับแต่พลังงานแต่ขาดคุณภาพ
2.       โปรตีน  หญิงมีครรภ์จำเป็นต้องได้รับโปรตีนเพิ่มมากขึ้น เพื่อใช้ในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ ทั้งของทารกและตัวมารดาเอง  โปรตีนในทารกจะมีประมาณ 500 กรัมหรือครึ่งหนึ่งของโปรตีนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดขณะตั้งครรภ์ ส่วนอีก 500 กรัมจะอยู่ในเลือดของมารดาในรูปของฮีโมโกลบินและ พลาสม่าโปรตีน ความต้องการของโปรตีนจะสูงสุดที่ระยะ 3 เดือน  ก่อนคลอดเพราะเป็นระยะที่ทารกเจริญเติบโตเร็วมาก จึงต้องการโปรตีนในการสร้างเนื้อเยื่อ  โดยเฉพาะ เดือนก่อนคลอด – 6 เดือนหลังคลอด ระยะนี้เซลล์สมองจะมีการแบ่งตัวและเจริญเติบโตเร็วสุด ถ้ามารดาได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ จะทำให้ทารกมีเซลล์สมองน้อย มีผลต่อสติปัญญาของเด็ก เรียนรู้ช้า  สติปัญญาด้อย  สภาวิจัยอาหารและโภชนาการแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้หญิงมีครรภ์กินอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้นจากที่เป็นอยู่ 10-14 กรัม/ วัน
3.       แคลเซี่ยม  หญิงมีครรภ์ต้องการเพิ่มขึ้นในการสร้างกระดูกและฟันของทารก รวมทั้งสะสมไว้ในระยะให้นมบุตรอีกด้วย หญิงมีครรภ์ควรได้รับแคลเซี่ยม  วันละ 1,200 มิลลิกรัม จากปกติที่ควรจะได้รับ 800 มิลลิกรัม จากการศึกษาพบว่า การให้แคลเซี่ยมเสริมวันละ 1,200 มิลลิกรัมจะช่วยลดระดับความดันโลหิตและการเกิดภาวะ Preeclampsia
4.       เหล็ก หญิงมีครรภ์ต้องการ เหล็กเพื่อใช้ในการสร้างเม็ดเลือดแดง  กองโภชนาการ กรมอนามัยแนะนำให้หิงตั้งครรภ์ได้รับเหล็กวันละ 45 มิลลิกรัม   ในประเทศไทยพบว่าหญิงตั้งครรภ์ขาดธาตุเหล็กทำให้โลหิตจางร้อยละ 20-40 ซึ่งมีผลทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์และการคลอดได้ง่ายเพราะเสี่ยงต่อการสูญเสียเลือดและเกิดการติดเชื้อได้ง่าย
5.       ไอโอดีน ในระหว่างการตั้งครรภ์ต่อมไทรอยด์ของมารดาจะทำงานหนักมากขึ้นทำให้ความต้องการไอโอดีนมากขึ้น เพราะไอโอดีนเป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนไทร็อกซีน หากมารดาขาดไอโอดีนจะทำให้เป็นโรคคอพอกและถ้าแม่ขาดรุนแรงจะทำให้ทารกขาดด้วย ซึ่งจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายทำให้ทารกที่เกิดมาตัวเล็กแกร็นและมีสติปัญญาต่ำ (Cretinism)  ดังนั้นหญิงมีครรภ์ควรได้รับไอโอดีนวันละ 175  ไมโครกรัม
6.       โฟเลท  กองโภชนาการ กรมอนามัยแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ ควรได้รับโฟเลทวันละ 500 ไมโครกรัม เพิ่มจากปกติ ที่ได้รับ 150 ไมโครกรัม  ซึ่งโฟเลทมีบทบาทสำคัญ คือเป็นโคเอนไซม์ในกาสังเคราะห์กรดนิวคลีอิก ดังนั้นการขาดโฟเลทอาจทำให้การเจริญเติบโตของเซลล์ และการแบ่งเซลล์บกพร่อง จากการศึกษาพอสรุปได้ว่า หากได้รับดฟเลทเสริมจะช่วยลดอุบัติการณ์ความผิดปกติของ Neural tube เช่น Hydrocepharus , spina bifida และ anencephaly
7.       วิตามิน บี6   กองโภชนาการ กรมอนามัยแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับวิตามิน บี6   เพิ่มจาก 0.6 มิลลิกรัมเป็น 2.6 มิลลิกรัม ซึ่งจะสามารลดอาการคลื่นไส้และอาเจียนอย่างรุนแรง ลดความซึมเศร้าได้
8.       วิตามิน ซี ในหญิงตั้งครรภ์ควรได้รับวิตามินซีเพิ่มอีกวันละ 20 มก. รวมทั้งหมดเป็นวันละ 80 มก. จากผลการศึกษาพบว่าการขาดวิตามินซี สัมพันธ์กับการเกิดภาวะพิษแห่งครรภ์ และน้ำเดินก่อนกำหนด
9.       วิตามิน เอ  หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับวิตามินเอเพิ่มไม่เกินวันละ 800 ไมโครกรัม RE ไม่ควรได้รับมากเกินไปและไม่ควรเสริมก่อนที่แพทย์จะวินิจฉัยว่าขาดวิตามิน ในระยะตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก เพราะมีผลให้ทารกมีความผิดปกติแต่กำเนิดได้  (Teratogenicity)
10.    วิตามิน ดี  มีความสมดุลต่อแคลเซียมในระยะตั้งครรภ์  และต้องการวิตามิน ดี เพิ่มวันละ  5 มก. รวมเป็นวันละ 10 มก.
 ปัจจัยด้านโภชนาการอื่นๆ ที่มีผลต่อการตั้งครรภ์
1.       แอลกอฮอล์  มารดาที่ดื่มแอลกอฮอล์ มีผลทำให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ที่เรียกว่า fetal alcoholic syndrome  ซึ่งกลุ่มอาการเหล่านี้ประกอบด้วยการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์และหลังคลอดช้า พัฒนาการช้า สมองเล็ก มีการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติของตา ใบหน้า และกระดูกข้อต่อต่างๆ
2.       คาเฟอีน หญิงตั้งครรภ์มักบริโภคคาเฟอีนในรูปแบบอาหารต่างๆ คือชา กาแฟ น้ำอัดลม ชอคโกแลต  ซึ่งคาเฟอีนสามารถส่งผ่านทางรกได้แต่ทารกไม่สามารถสลายคาเฟอีนได้ อาจจะมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจของทารกผิดปกติได้

แนวทางการบริโภคอาหารของหญิงตั้งครรภ์  (Guide for eating during pregnancy)
1.       เนื้อสัตว์ต่าง ๆ  ได้รับจากเนื้อ หมู ปลา กุ้ง หอย ไก่ หรือ เป็ด วันละประมาณ 120-180 กรัม หรือประมาณ ½ -3/4 ถ้วยตวงหรือมื้อละ 3 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 มื้อ
2.       นม  ควรดื่มนมไขมันต่ำวันละ 1-2แก้ว  เพราะนมเป็นอาหารโปรตีนคุณภาพดี มีแคลเซี่ยมที่ร่างกายดูดซึมได้ดี
3.       ไข่ ควรกินไข่วันละ 1 ฟองเป็นประจำ
4.       ผลไม้ ควรกินทุกวัน  วันละ 2-4 ครั้ง เพราะจะได้รับวิตามินและเกลือแร่ครบ ผลไม้ที่ควรกินเป็นประจำได้แก่
5.       ผักชนิดต่างๆ ควรกินผักใบเขียวทุกวันในปริมาณไม่จำกัด นอกจากวิตามินเกลือแร่จะครบแล้วยังช้วยให้ท้องไม่ผูก
6.       ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ เช่นถั่วเขียว  ถั่วเหลือง  ถั่วแดง เพื่อเพิ่มโปตีน
7.       ไขมันหรือน้ำมัน เป็นอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ควรบริโภคระดับปานกลาง
8.       น้ำ ควรดื่มวันละ 2,000 ซีซี




วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

การพยาบาลหู. คอ จมูก

โครงสร้างและหน้าที่ของหู
หูมีบทบาทด้านการรับฟังเสียง(hearing)และการควบคุมการทรงตัวbalance of equilibrium
กระดูกกะโหลกส่วนขมับเป็นที่ตั้งของหู(temporal bone) แบ่งเป็น4ส่วนย่อยคือsquamous,Mastoid,Petrous,Tympanic
ที่สำคัญคือ Mastoid

Mastoid Bone
เป็นกระดูกที่มีรูปร่างเป็นรูพรุนทำหน้าที่เป็นช่องระบายอากศเล็กเชื่อมต่อกับหูส่วนกลางเพื่อปรับแรงดันอากาศและมีอวัยวะที่ใช้เกี่ยวกับการควบคุมท่าทางการทรงตัวของมนุษย์

รายการบล็อกของฉัน